Facebook Twitter Reset

ชายฝั่งโครงกระดูก แห่งนามิเบีย

ชายฝั่งโครงกระดูก(Skeleton Coast)

ซากเรือวึ่งอับปางและแตกเป็นเสี่ยงๆ กระจายอยู่ตามชายฝั่งที่เปล่าเปลี่ยวและอันตรายที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ผืนทรายขาวเวิ้งว้างทอดตัวคั่นอยู่ระหว่างทะเลทรายนามิบที่เก่าแก่กับผืนน้ำเย็นเยือกของมหาสมุทรแอตแลนติก กะลาสีชาวโปรตุเกสเรียกแนวชายทะเลของนามิเบียแห่งนี้ว่า “ชายฝั่งนรก” ซึ่งทุกวันนี้เป็นที่รู้จักกันในนาม “ชายฝั่งโครงกระดูก

ชายฝั่งโครงกระดูก (Skeleton Coast)

ชายฝั่งโครงกระดูก (Skeleton Coast)

ชายทะเลยาว 500 กม. ที่ถูกแดดเผาและเหยียดยาวราวกับถูกขึงไว้นี้ คือนรกที่ไร้ความปรานี แต่ก็มีความงามแปลกตาในความเปล่าเปลี่ยวนี้ เมื่อชาร์ลส์ จอห์น แอนเดอร์สสัน นักสำรวจและนักธรรมชาติวิทยาชาวสวีเดน ได้มาเยือนชายฝั่งนี้ในปี ค.ศ. 1859 เขารู้สึก “สะท้านจนเกือบกลายเป็นความกลัว” และอุทานว่า “ความตายังดีกว่าการถูกเนรเทศในดินแดนเช่นนี้”

เมื่อมองจากเบื้องบน ชายฝั่งโครงกระดูกดูเป็นร่องด้วยเนินทรายสีทองนับล้านที่แผ่ไปทางตะวันออกเฉียงเหนือตั้งแต่มหาสมุทรแอตแลนติกจนถึงที่ราบกรวดใกล้ชายฝั่งทะเล ระหว่างเนินทรายมองเห็นภาพลวงตาไหวพร่าขึ้นจากทางหินทะเลทรายอันอ้างว้าง ทางหินนี้เป็นส่วนสุดท้ายที่เหลืออยู่ของผิวดินเดิมที่ถูกกลบด้วยเนินทรายซึ่งอาจเลื่อนไปได้ถึง 15 ม./ปี รอบภาพลวงตานั้นเนินทรายอันไม่เคยสงบนิ่งส่งเสียงดังกระหึ่มดุจซิมโฟนีพิสดารที่มีสายลมเป็นวาทยกร

ตลอดชายฝั่งโครงกระดูกนี้ มีกระแสน้ำขวางที่อันตราย ลมพัดแรงราวพายุ หมอกหนาทึบ คืบคลาน และแนวหินใต้น้ำที่ยื่นลึกลงไปในทะเลคอยสร้างความพินาศแก่เรือ มีเรื่องเล่าถึงผู้รอดชีวิตจำนวนมากจากเรืออับปาง แล้วเดินโซเซขึ้นฝั่งอย่างยินดีที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่ก็ต้องมาตกเป็นเหยื่อของความตายอย่างช้าๆ กลางสายลมที่ซัดกระหน่ำทรายเข้าใส่ ซากปรักหักพังของเรือเดินสมุทร เรือโยง เรือปืน เรือใบใหญ่ เรืออวน และเรือใบเร็ว ล้วนกระจัดกระจายอยู่จากปลายหนึ่งถึงอีกปลายของชายฝั่งมรณะแห่งนี้

ซากปรักหักพัง

ซากปรักหักพังของเรือที่อับปาง ณ ชายฝั่งโครงกระดูก

มีผู้พบโครงกระดูกไร้หัว 12 โครงอยู่ด้วยกันและโครงกระดูกเด็กโครงหนึ่งในกระท่อมร้างใกล้ชายฝั่งนี้เมื่อปี ค.ศ. 1943 บนหินชนวนที่สึกกร่อนด้วยแดดลมใกล้ชายฝั่ง มีข้อความเขียนไว้ว่า “ข้าพเจ้ากำลังรุดหน้าไปยังแม่น้ำที่อยู่ห่างไปทางเหนือ 60 ไมล์ ผู้ใดพบข้อความนี้และติดตามไปพระเป็นเจ้าจักทรงช่วยเขา” ข้อความนี้เขียนไว้ในปี ค.ศ. 1860

ตราบจนทุกวันนี้ยังไม่ทราบว่าเหยื่อที่น่าเศร้าเหล่านี้คือใคร พวกเขามาประสบภัยพิบัติบนชายฝั่งนี้ได้อย่างไร และทำไมจึงพบในสภาพหัวขาด

เรืออับปางแห่งชายฝั่งโครงกระดูก

เรืออับปางแห่งชายฝั่งโครงกระดูก

ในเดือยพฤศจิกายน ค.ศ. 1942 เรือสินค้าอังกฤษชื่อดูเนดิน สตาร์ ซึ่งบรรทุกผู้โดยสาร 21 คน และลูกเรือ 85 คน ได้อับปางลงบริเวณหินโสโครกห่างจากแม่น้ำคูเนเนไปทางใต้ 40 กม. ผู้โดยสารทั้งหมด ซึ่งรวมถึงเด็กเล็กๆ 3 คน และลูกเรือ 42 คน หนีตายขึ้นฝั่งด้วยเรือยนต์

คณะกู้ชีพต้องใช้เวลาเกือบสี่สัปดาห์กว่าจะพบพวกเรือแตกและลูกเรือทั้งหมด และพากลับมาอย่างปลอดภัย นับเป็นปฏิบัติการช่วยชีวิตซึ่งดำเนินไปอย่างยากลำบากที่สุดครั้งหนึ่ง คณะกู้ชีพนี้มีทั้งผู้สำรวจ ทางบกสองกลุ่มจากเมืองวินด์ฮุกนามิเบีย เครื่องบินทิ้งระเบิดเวนตูราสามลำ และเรือกู้ชีพลำหนึ่งแล่นไปเกยตื้น ลูกเรือสามคนจมน้ำตาย

ชายฝั่งโครงกระดูกได้รับชื่อนี้เมื่อคาร์ล เนาเออร์ นักบินชาวสวิส เกิดเหตุเครื่องบินตก ณ ที่ใดที่หนึ่งในบริเวณชายฝั่งแห่งนี้เมื่อปี ค.ศ. 1933 ขณะบินจากเคปทาวน์ไปลอนดอน นักหนังสือพิมพ์ผู้หนึ่งกล่าวว่าสักวันอาจมีผู้พบกระดูกของเนาเออร์บน “ชายฝั่งโครงกระดูก” นี้ แม้จะยังไม่เคยมีใครพบศพของเขา แต่ชื่อ “ชายฝั่งโครงกระดูก” ก็ยังตรึงตราอยู่

เรืออับปางแห่งชายฝั่งโครงกระดูก

เรืออับปางแห่งชายฝั่งโครงกระดูก

 

เรืออับปางแห่งชายฝั่งโครงกระดูก

เรืออับปางแห่งชายฝั่งโครงกระดูก

 

เรืออับปางแห่งชายฝั่งโครงกระดูก

เรืออับปางแห่งชายฝั่งโครงกระดูก

สลักเสลาด้วยลม

ถัดจากเนินทรายชายฝั่งไป มีหินโผล่หลายก้อนที่ถูกลมกัดกร่อนมากว่า 700 ล้านปี จนเกิดช่องและโพรงเป็นรูปทรงพิลึก ผุดขึ้นดุจภูตพรายจากพื้นทะเลทราย บางก้อนดูเหมือนเห็ดรายักษ์ บางก้อนเช่นหินหัวกะโหลกในช่วงลำน้ำตอนล่างของแม่น้ำมูนูตัมนั้น มีลักษณะเป็นโครงกระดูกและเบ้า “ตา” กลวง จ้องฝ่าผืนทรายร้าง

ทางใต้นั้น เทือกเขาในตอนกลางของประเทศเป็นแหล่งกำเนิดธารหลายสายซึ่งมักแห้งเหือดก่อนไหลไปถึงมหาสมุทร ก้นแม่น้ำที่ร้อนแล้งแห้งเหือดเหล่านี้ยังคงทอดผ่านทะเลทรายคล้ายทางสายเปลี่ยวจนกลืนหายไปในเนินทรายเกือบหมด แม่น้ำอื่นๆ เช่น โฮรูซิบ ซึ่งไหลผ่านหุบผาชันนั้น ไหลไปถึงทะเลเป็นครั้งคราวเมื่อฝนที่ตกหนัก บนแผ่นดินแปรสภาพให้แม่น้ำกลายเป็นสายน้ำสีน้ำตาลเข้มที่โถมลงมาชั่วขณะ นักวิทยาศาสตร์เรียกก้นแม่น้ำที่แห้งนี้ว่า “แนวโอเอซิส” เพราะน้ำใต้ดินของแม่น้ำช่วยหล่อเลี้ยงสัตว์และพืชหลากชนิดน่าพิศวง ที่นี่เองซึ่งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมแห่งทะเลทรายนามิบมากินหญ้าและไม้พุ่มที่ยืนยงอยู่ได้ด้วยความชื้น ช้างใช้งาขุดลึกลงไปในทรายเพื่อหาน้ำ เจ็มส์บ็อกใช้กีบตะกุยพื้นฝุ่นเพื่อหาร่องรอยความชุ่มชื้น

ที่ชายฝั่งตรงทะเลทรายกับทะเลบรรจบกันนั้นได้ยินเสียงคลื่นคำรามบนหาดที่เทลาด เกลียวคลื่นนำสีสันมาสู่ฝั่งในรูปของหินเม็ดเล็กๆ นับล้านๆ กรวดที่เป็นแกรนิต บะซอลต์ หินทราย โมรา คอร์นีเลียน และควอตซ์ ล้วนถูกซัดขึ้นมาบนหาดดูละลานตา

ทะเลทรายนามิบ

ทะเลทรายนามิบ

สำหรับกะลาสีเรือปางผู้ถูกแดดเผาทั้งเป็นในสมัยก่อน หรือผจญภัยชะตาขาดผู้หลงทางในพายุทรายเนื่องจากมองไม่เห็นนั้น เสียงลมใต้ที่พัดจากทะเลเข้าสู่ฝั่งเป้นดั่งเพลงสวดศพ

นักล่าสัตว์ชาวซานแห่งทะเลทรายนามิบเรียกลมนี้ว่า “ซูอุปวา” เพื่อเลียนเสียงลม ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่อัศจรรย์ที่สุดอย่างหนึ่งของทะเลทรายแห่งนี้ เมื่อซูอุปวาพัดมา เนินทรายด้านที่รับลมก็ยุบลง ทำให้เม็ดควอตซ์ร่วนเสียดสีกันอย่างแรงจนเกิดเป็นเสียงดัง “คำราม” มาจากเนินทราย

ตอนกลางคืน เมื่อลงสงบและทะเลทรายเย็นลง ธรรมชาติก็เวทนาดินแดนอันทุกข์ทรมานนี้ และส่งสายหมอกปีศาจเข้าไปในแผ่นดิน หมอกนี้เคลื่อนตัวผ่านหาดและโขดหิน นำพลังแห่งชีวิตใหม่มาสู่พืชและสัตว์ที่ถูกแดดเผา

หมอกลอยเหนือเนินทรายแห่งนามิบ

หมอกลอยเหนือเนินทรายแห่งนามิบ

ไม่มีที่ใดจะเป็นภาพอธิบายปรากฏการณ์อย่างเฉียบพลันของสีสันและชีวิตได้วิเศษยิ่งกว่าที่ราบกรวดหลังเนินทรายแห่งนี้ ในช่วงกลางวันกรวดร้อนเม็ดเล็กๆ ปกคลุมด้วยไลเคนซึ่งดูแห้งแล้งไร้ชีวิตชีวา แต่เมื่อถูกหมอกโลมไล้ ไลเคนก็กลับมีชีวิตในทะเลแห่งสีสัน

ในขณะที่ราตรีล่วงเลยและหมอกซอกซอนเข้าไปในเนินทราย สัตว์ตัวเล็กๆ บนชายฝั่งโครงกระดูกก็โผล่จากทราย เพื่อเก็บกินน้ำจากหมอกซึ่งเป็นความชื้นเป็นอย่างเดียวที่พวกมันจะได้รับ

เมื่อถึงวันใหม่ ปฏิหาริย์แห่งชีวิตทะเลทรายก็ยังดำเนินต่อไป ตุ่นแกรนต์สีทองซึ่งตัวยาวกว่าไปด้วย

ส่วนด้วงโอนิมาคริสขาวใช้หลังสีขาวของมันสะท้อนความร้อนจากแสงอาทิตย์ เพื่อรักษาอุณหภูมิในตัวมันให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ วิธีนี้ทำให้พวกมันสามารถเคลื่อนไหวบนทรายร้อนระอุได้นาน หลังจากด้วงหลังดำซึ่งเป็นญาติของพวกมันต้องผลุบเข้าที่กำบังแล้ว

ในขณะที่วันล่วงไป ลมตะวันออกอันร้อนแรงก็โบกโบยผ่านเนินทราย นำสารอินทรีย์ทั้งที่มีชีวิตและไร้ชีวิตจากบริเวณใกล้เคียงชายฝั่งทะเลมาเป็นอาหารเลี้ยงสัตว์ทะเลทรายในที่นี้ ทันใดนั้นทรายที่ถูกแดดเผาก็มีชีวิตชีวาเมื่อกิ่งก่า ด้วง และแมลงอื่นๆ โผล่ออกมา เพื่อรีบหาอาหารที่พัดมากับสายลม

กิ้งก่าทราย

กิ้งก่าทราย

กิ้งก่าทราย

เมื่ออุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นถึงขีดอันตราย สัตว์ทะเลทรายเหล่านี้ก็มุดกลับลงทรายด้วยอาการตะเกียกตะกายเร่งรีบ ทิ้งเพื่อนชนิดเดียวไว้ข้างหลังคือ กิ้งก่าทราย ผู้ข่มความร้อนด้วยท่าเต้นรำอันแปลกพิสดาร คือยกขาสลับกันครั้งละสองข้างเพื่อทำให้เท้าแต่ละข้างเย็นลง มันจะโก่งหาง และยกขาหน้ากับขาหลังที่อยู่คนละด้านขึ้นแล้วทรงตัวนิ่งอยู่ด้วยท่าที่ดูคล้ายนักเต้นบัลเลต์เหนือผืนทราย

ตรงกันข้ามกับผืนทรายที่ร้อนจัด ท้องทะเลกลับหนาวเย็น เพราะกระแสน้ำเบงเกวลาจากแอนตาร์กติกาไหลเลียบชายฝั่งขึ้นไปทางเหนือนิ้วมือเล็กน้อยและตาบอดสนิท ก็ตะกุยมุดเข้าไปตะปบจิ้งหรีด ด้วง และตุ๊กแก ที่หลบแสงอาทิตย์อันร้อนแรงอยู่ใต้พื้นทราย ด้วงคอริคาราเริ่มเหยียดขายาวโย่งเพื่อให้ตัวสูงพ้นพื้นดินมากที่สุดวิธีนี้ช่วยปกป้องตัวมันจากพื้นที่ร้อนระอุ และในขณะเดียวกันก็รับลมทะเลทรายที่ช่วยคลายร้อนน้ำเย็นเยือกนี้คลาคลำด้วยปลาพิลชาร์ด ปลาซาร์ดีน ปลากะตัก และปลากระบอก จึงดึงดูดฝูงนกทะเล รวมทั้งแมวน้ำขนยาวแห่งแหลมกู๊ดโฮปจำนวนนับแสนซึ่งแพร่พันธุ์อยู่ตามเกาะและอ่าวในชายฝั่งโครงกระดูกอันเปล่าเปลี่ยวแห่งนี้

สายหมอกเลี้ยงชีวิต

ยามค่ำคืน หมอกปีศาจลอยเหนือเนินทรายแห่งชายฝั่งโครงกระดูกด้วงหัวหก” (ด้วงโอนิมาคริสดำ) คลานขึ้นยอดเนินซึ่งมีหมอกหนาจัด ก้มหัวลงและรออยู่ ในขณะที่หมอกเริ่มควบแน่นบนหลังลาดของมัน ในที่สุดความชื้นก็รวมตัวกันเป็นหยดน้ำกลิ้งลงสู่ปาก

ดวงหัวหก

ดวงหัวหก ผู้ดื่มสายหมอก เพื่อดับกระหาย “ดวงหัวหก” จะก้มหัวลงแล้วน้ำที่ควบแน่นอยู่บนหลังก็ไหลลงสู่ปากของมัน

ส่วนด้วงกระดุมและด้วงมอดดำเก็บความชื้นจากหมอกโดยขุดร่องลึกเป็นแนวตั้งฉากกับกระแสหมอกเพื่อรับหมอกที่ใกล้เข้ามา หยดน้ำจะควบแน่นบนสันร่องและสะสมในร่อง พร้อมให้พวกมันเลียกิน

หมอกยังค้ำจุนสัตว์ขนาดใหญ่กว่านี้ด้วย งูแอดเดอร์เอี้ยวปากมาดูดความชื้นจากลำตัว ส่วนมนุษย์ที่พลัดหลงอยู่ก็รอดชีวิตได้ โดยเลียหยดน้ำจากหมอกที่จับปีกโลหะของเครื่องบิน

เวลวิตส์เชีย พืชชนิดหนึ่งดูคล้ายอสุรกายในนิยายวิทยาศาสตร์ ก็จับหมอกกลางคืนด้วย ใบกว้างที่แผ่ยาว 3 ม. ไปบนพื้นดินนั้น จะดูดซึมความชื้นเข้าไปทางรูใบนับล้านๆรู

Welwitschia

ต้นเวลวิตส์เชีย ผู้ดูดซึมสายหมอก

 

ส่งต่อเรื่องนี้ซิ !! เผื่อจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ของคุณ

แสดงความคิดเห็น Facebook

comments

Comments are closed.