Facebook Twitter Reset

เดอกลาซ (mer de glass) ธารน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดของเทือกเขามงบลอง

                ทะเลน้ำแข็งที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ไหลลงสู่หุบเขาแอลป์ เบื้องล่างของยอดมงบลอง ซึ่งเป็นยอดเขาสูงที่สุดในยุโรป

แมร์เดอกลาซ (mer de glass)

แมร์เดอกลาซ (mer de glass)

               ลองนจินตนาการถึงแม่น้ำสายใหญ่ถูกลมกระหน่ำ ไหลกรากลงมาสู่หุบเขาแอลป์ซึ่งขรุขระและคดเคี้ยว หนุนเนื่องด้วยคลื่นมหิมา ปรากฏเป็นร่องลึกขึ้นมากมาย แล้วจู่ๆ แม่น้ำก็จับตัวแข็งทั้งๆ ที่กำลังปั่นป่วนบ่าคลั่งถึงที่สุด นั่นคือภาพแมร์ เดอกลาซ (mer de glass) ซึ่งเป็นธารน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดของเทือกเขามงบลอง บรรดายอดแหลมตะปุ่มตะป่ำและเหวน้ำแข็งเป็นที่มาของมนต์เสน่ห์อันน่าพรั่นพรึงและเป็นแรงบันดาลใจอันสูงส่งตลอดเวลา 250 ปีที่ผ่านมา

แมร์เดอกลาซ (mer de glass)

แมร์เดอกลาซ (mer de glass)

               วิลเลียม วินด์แฮม เป็นชาวอังกฤษคนแรกๆ ที่ชื่นชมธารน้ำแข็งแห่งนี้ จะว่าไปทั้งวินด์แฮมและตัวธารน้ำแข็งเองทำให้การไต่เขาเริ่มเป็นที่นิยมในยุโรป เขามาจากเมืองเฟลบริกก์ในนอร์โฟล์ก และเป็นหนึ่งในชุมชนชาวอังกฤษที่อยู่ในเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ในช่วงทศวรรษที่ 1740 เขาเห็นแมร์เดอกลาซเป็นครั้งแรกในปี 1741

แมร์เดอกลาซ (mer de glass)

ทะเลน้ำแข็ง แมร์เดอกลาซทอดตัวผ่านหุบเขาแอลป์ในบริเวณเทือกเขามงบลอง ไกลออกไปเป็นภาพของกรองด์โชราซ ซึ่งสูง 4.208 ม.

               วินด์แฮมตราตรำเดินทางจากเจนีวาถึงหุบเขาซาโมนีซ์ในฝรั่งเศส พร้อมกับทีมเด็กหนุ่มชาวอังกฤษและครูผู้ดูแล พวกเขาตั้งแคมป์ในทุ่งหญ้าซาโมนีซ์ก่อนจะออกเดินทางขึ้นมงบลอง เด็กหนุ่มพวกนี้ยอมเสี่ยงแขนขาหัก ถูกหิมะกัด และตาเสียเพราะความจ้าของหิมะ แต่ความงามสุดพรรณนาของภูมิประเทศและทัศนียภาพที่ตัดกันระหว่างยอดขาวโพลนเสียดฟ้าของมงบลอง กับลาดเขาอันขรุขระน่าเกรงขามของแมร์เดอกลาซ (mer de glass) ที่คดเคี้ยวลงมาก็คุ้มค่า ความพากเพียรและความเหนื่อยยาก

mer de glass

mer de glass

 

mer de glass

mer de glass

               หลังจากปืนอยู่สี่ชั่วโมงครึ่ง พวกเขาก็ไปถึงจุดที่พัก ปัจจุบันเป็นที่ตั้งโรงแรมมงดองแวร์ พวกเขาก้าวขึ้นไปเหยียบธารน้ำแข็งและก้าวเข้าสู่ประวัติศาสตร์ไปพร้อมๆ กัน จากคำพรรณนาของวินด์แฮมทำให้สถานที่นี้ได้นามเป็นที่นิยมว่าแมร์เดอกลาซ หรือทะเลน้ำแข็ง เขาบันทึกไว้ว่า “คำบรรยายที่นักเดินทางกล่าวว่าเป็นทะเลแห่งกรีนแลนด์ดูจะใกล้เคียงที่สุด”

mer de glass

mer de glass

               ปัจจุบัน นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นไปชมความยิ่งใหญ่ตระการตาของธารน้ำแข็งได้โดยไม่ต้องพากเพียรถึงขนาดนั้น แถมยังสะดวกสบายกว่า จากขาโมนีซ์มีทางรถไฟล้อฟันเฟืองตัดผ่านป่าสนและสนสปรูซขึ้นไปถึงโรงแรมที่ตั้งอยู่ริมขอบแมร์เดอกลาสเลยทีเดียว

               ธารน้ำแข็งเคลื่อนตัวอยู่ตลอดเวลา เพียงแต่เรามองไม่เห็นเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้รู้คือเหวน้ำแข็งได้ดีดร่างผู้เคราะห์ร้ายคนหนึ่งซึ่งพลัดตกลงไป เมื่อหลายปีก่อนจนย้อนขึ้นไปไกลจากที่นั้นมาก

mer de glass

mer de glass

               น้ำแข็งจะละลายเมื่อธารน้ำแข็งลงมาถึงที่ต่ำ และจะมีหิมะใหม่ที่สะสมจากพื้นที่สูงขึ้นเข้ามาแทนที ปริมาณน้ำแข็งที่วัดได้ในรอบศตวรรษที่ผ่านมา เผยให้รู้ว่าธารน้ำแข็งบางสายยังคงมีความยาวคงที่ บางสายถ้าไม่ยาวขึ้นก็หดสั้นลง ปัจจุบันแมร์เดอกลาซยาวราว 14 กม. ซึ่งหดสั้นลงและบางกว่าเมื่อทศวรรษ 1820 ในสช่วงยุคน้ำแข็งน้อยที่มีอุณหภูมิหนาวเย็นกว่านี้ แมร์เดอกลาซอาจมีความยาวมากที่สุดในช่วงกลางศตวรรษที่ 17 การถอยร่นของน้ำแข็งเห็นได้จากกระท่อมบนภูเขาที่ตั้งอยู่บนลาดเขาสูงชัน ต้องใช้บันไดปีนขึ้นไปทั้งๆ ที่แต่ก่อนเดินไปบนพื้นน้ำแข็งก็ขึ้นไปถึงได้สบายๆ

               ข้อเขียนของวินด์แฮมและคนอื่นๆ ในทีม กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของนักผจญภัยมากมาย ในเวลานั้นมียอดเขาอยู่น้อยยอดที่จะมีคนไต่ขึ้นไปถึง การไต่เขาเป็นเรื่องเสี่ยงอันตรายบ่อยครั้งที่ไม่ได้หวนกลับมาอีก ทว่าในปี 1760 โฮราช เบเนดิก เดอ โชชูร์ ศาสตราจารย์ด้านปรัชญาธรรมชาติในเจนีวา ติดใจภาพมงบลอง ตระหง่านเหนือแมร์เดอกลาซ ถึงขนาดที่ยอมเสนอรางวัลเงินสดให้แก่คนแรกที่สามารถพิชิตยอดสูง 4,807 ม. ของภูเขาที่สูงที่สุดในยุโรปได้

mer de glass

mer de glass

               แต่เวลาก็ผ่านไปนานถึง 26 ปี กว่าจะมีผู้คว้ารางวัลนี้ไปได้ นพ.มิเชล กาเบรียล แพกการ์ด จากชาโมนีช์ และฌาก บาลมา คนนำทางและนักล่าผลึกแร่ ร่วมกันพิชิตยอดมงบลองได้ในวันที่ 8 สิงหาคม 1786ห หลังจากใช้เวลาปืน 14 ชั่วโมง โชชูร์ให้รางวัลแก่ฌาก บาลมา เพราะคิดว่า นพ.แพกการ์ด เป็น “ผู้ดีมือสมัครเล่น” คงไม่อยากได้รางวัล

mer de glass

mer de glass

               เรื่องราวน่าตื่นเต้นและความงามอลังการของมงบลองกับแมร์เดอกลาซ ดึงดูดใจนักเขียนหลายคน รวมทั้งลอร์ด ไพรอน, เพอร์ซีย์ บิสซ์เชลลีย์ และแมรี เชลลีย์ ความประทับใจที่มีต่อความงามอันโลดโผนของดินแดนแถบนี้ปรากฏอยู่ในหนังสือที่พวกเขาเขียน ที่ห่รู้จักกันดีที่สุดอาจเป็นเรื่อง แฟรงเคนสไตน์ ของแมรี เชลลีย์ ซึ่งถือเป็นนิยายวิทยาศาสตร์เรื่องแรก

mer de glass

mer de glass

 

mer de glass

mer de glass

ส่งต่อเรื่องนี้ซิ !! เผื่อจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ของคุณ

แสดงความคิดเห็น Facebook

comments

Comments are closed.