Facebook Twitter Reset

ทะเลสาบโซดาในแอฟริการตะวันออก

Untitled-1

กลุ่มทะเลสาบตื้นๆเปี่ยมพรายฟองและอิ่มตัวด้วยโซดาทอดตัวไปตามแนวใต้สุดของหุบเขาทรุดเดรตริฟต์แวลลีย์

ทะเลสาบโซดาตื้นๆ ของแอฟริกาตะวันออกสีเขียวสด ชมพู หรือขาวเจิดจ้า เรียงรายอยู่ตามหุบเขาทรุดราวกับกำไลมือที่ขาดเป็นท่อน บางแห่งทอประกายอยู่ในแสงตะวันเขตศูนย์สูตรโซดาถูกเผาจนแห้งเป็นแผ่นแข็งอยู่ที่ริมน้ำ บางแห่ง เช่น ที่ทะเลสาบโบโกเรีย มีฟองและไอจากน้ำพุร้อนซึ่งกระจัดกระจายอยู่ตามแนวชายฝั่ง

สีเขียวสดหรือชมพูซึ่งเป็นสีเด่นในทะเลสาบโซดา เกิดจากพืชและสัตว์ขนาดจิ๋วซึ่งเติบโตอยู่ในน้ำ แต่สีทะเลสาบนั้นเปลี่ยนไปตามจำนวนที่ขึ้นๆลงๆ ของพืชและสัตว์เหล่านี้รวมถึงสภาพของพื้นที่ มีสาหร่าย (พืชน้ำขนาดจิ๋ว) อยู่นับพันๆล้าน และสัตว์เล็กๆที่กินสาหร่าย เช่น กุ้ง น้ำกร่อยก็มีมากจนน้ำโซดาผุดเป็นฟองอากาศ

ทะเลสาบเนทรอน Natron

ทะเลสาบเนทรอน Natron

สีขาวของทะเลสาบมาจากโซดาที่แห้งเป็นแผ่นแข็งตรงที่ซึ่งน้ำได้ระเหยไป โซดานี้ (ส่วนใหญ่คือโซเดียมคาร์บอเนต หรือโซดาซักผ้า) ถูกชะเข้ามาในทะเลสาบจากดินรอบข้างอันอุดมด้วยโซดา และจากเถ้าโซดาซึ่งภูเขาไฟถิ่นนั้นพ่นออกมา ปริมาณโซดาในทะเลสาบแต่ละแห่งจะต่างกันไป ทะเลสาบมากาดีและเนทรอนทางใต้สุดของหุบเขาทรุดซึ่งไร้ความร่มรื่นและไม่มีทางน้ำไหลออกนั้น นับเป็นทะเลสาบที่ลึกที่สุดร้อนที่สุด และมีโซดาเข้มข้นที่สุด

ทะเลสาบมากาดีตั้งอยู่ในภาวะแวดล้อมกึ่งทะเลทรายอันห่างไกล ซึ่งอุณหภูมิกลางวันสูงถึง 38° ซ. และมีโซดาอยู่เข้มข้น ส่วนเนทรอนซึ่งมักมีสีชมพูแวววาวเป็นหย่อมๆนั้น ร้อนน้อยกว่าแต่มีขนาดใหญ่กว่า คือ ยาว 64 กม. และกว้าง 16 กม. ความร้อนทำให้น้ำในทะเลสาบเหล่านี้ระเหยไปมากกว่าที่ได้รับน้ำจากฝน ซึ่งมีปริมาณน้อยเพียง 400 มม./ปี ตะกอนโซดาร้อนจัดรอบชายฝั่งทะเลสาบนั้น ตอนเที่ยงวันอาจร้อนถึง 65° ซ.

นกฟลามิงโก

นกฟลามิกโกชุมนุมกัน บนทะเลสาบโบโกเรีย(bogoria) ซึ่งเป็นอีกแห่งที่มีโซดาอ่อนในน้ำ พวกมันมาที่นี่เพื่อล้างโซดาออกจากขนด้วยน้ำพุร้อน

ทะเลสาบโซดาอื่นๆ เช่น โบโกเรีย นากูรู และเอลเมนเตตา ไม่ร้อนนักและเอื้อต่อชีวิตสัตว์ป่ามากกว่า ส่วนใหญ่เป็นเพราะมีทางออกแม่น้ำทำให้น้ำไหลเวียนและโซดามีปริมาณจำกัด แต่ทะเลสาบเหล่านี้ก็ลดขนาดลงเนื่องจากน้ำระเหยไปด้วย ในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1950 ทะเลสาบเอลเมนเตตาและนากูรูเกือบแห้งหายไปเหลือแต่ฝุ่นที่ทำให้แสบคอฟุ้งอยู่ในอากาศ

ทะเลสาบ bogoria

ทะเลสาบ bogoria

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า น้ำพุใต้ดินที่ดันผ่านชั้นโซดาในพื้นหุบเขาทรุดขึ้นมา เป็นปัจจัยที่ทำให้โซดาในทะเลสาบมีปริมาณมากอยู่เสมอ แม้ว่าที่มากาดีนั้นมีการสกัดโซดาขายตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 แต่ปริมาณก็ไม่ได้ลดลงเลยน้ำพุร้อนที่ไหลรินและที่พุ่งเป็นไอ (กีย์เซอร์) นั้น ได้รับความร้อนจากหินภูเขาไฟ ส่วนที่ทะเลสาบโบโกเรีย น้ำที่ร้อนจนลวกผิวได้หลากท่วมหญ้าเป็นภัยต่อผู้มาเยือน ในเนทรอนและมากาดีนั้นน้ำพุร้อนเป็นแหล่งเดียวที่หาน้ำจืดได้ และเป็นถิ่นอาศัยของปลาตระกูลทิลาเปีย ซึ่งเป็นปลาในท้องถิ่นที่ปรับตัวให้อยู่ในน้ำร้อนได้ หลังฝนตกเมื่อโซดาเจือจางลง ปลาก็รีบแยกกันไปแพร่พันธุ์ปลานับล้านๆ ว่ายชุมนุมกันอยู่ในที่ตื้นจนผืนน้ำแตกกระจาย

ในทศวรรษ 1950 เลสลี บราวน์ นักธรรมชาติวิทยาชาวอังกฤษและเป็นหัวหน้าหน่วยเกษตรในเคนยา เดินทางไปทะเลสาบเนทรอนเพื่อศึกษาว่านกฟลามิงโก (ที่เห็นจากทางอากาศ) สามารถแพร่พันธุ์ที่นี่ได้หรือไม่ เขาต้องเดินเท้าเป็นระยะทาง 11 กม.หรือกว่านั้น เพื่อเข้าไปใกล้พอที่จะสังเกตนกดังกล่าว บราวน์เดินจากค่ายของเขาตั้งแต่เช้าตรู่ไปที่ริมทะเลสาบและตั้งต้นข้ามแผ่นโซดาแข็ง ตอนแรกก็ไปได้อย่างมั่นคง แต่ต่อมาไม่นานพื้นผิวของแผ่นนั้นก็แตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เมื่อก้าวไปๆ ตัวเขาเริ่มจมลงในเลนที่เหม็นคลุ้ง การเดินยิ่งยากลำบากขึ้น ทุกก้าวย่างต้องใช้ความพยายามจนเหนื่อยล้า ซ้ำร้ายน้ำดื่มในถุงผ้าใบก็เกิดมีรสเปรี้ยวด้วยฝุ่นโซดา

ทั้งที่บราวน์มีร่างกายแข็งแรง และมีประสบการณ์เป็นนำล่านกป่าในสกอตแลนด์ แต่การเดินทางต่อไปก็ดูสิ้นหวังจนเขาต้องหันกลับ ความร้อนจัด การสูญเสียน้ำ และความเหนื่อยล้าเกือบเป็นเหตุให้เขาเสียชีวิตในการเดินทางขากลับ เมื่อมาถึงพื้นดินแข็ง เขาถอดรองเท้าบู๊ตซึ่งในนั้นมีเกล็ดโซดาอยู่เต็ม ขาที่เป็นแผลพุพองกลับดำคล้ำเมื่อสัมผัสอากาศ หลังจากเดินทางอย่างยาวนานกลับค่าย บราวน์ก็ล้มลงและนอนสะลึมสะลืออยู่ในโรงพยาบาลนานสามวัน ต้องใช้เวลาถึงหกสัปดาห์และเวลาอีกระยะหนึ่งสำหรับปะผิวหนังกว่าขาของเขาจะหายเป็นปกติ

ถิ่นฟลามิงโก

แม้ทะเลสาบเหล่านี้จะไม่ต้อนรับมนุษย์และสัตว์ป่า แต่ก็เป็นถิ่นอาศัยของนกฟลามิงโกเล็กประมาณ 3 ล้านตัว และนกฟลามิงโกใหญ่ประมาณ 50,000 ตัว ซึ่งกินสิ่งมีชีวิตในน้ำเป็นอาหาร สีของอาหารที่มีนกินเข้าไปทำให้ขนนกเป็นสีชมพู พวกมันหากินในทะเลสาบทุกแห่งที่มีอาหารอุดมสมบูรณ์ โดยเปลี่ยนที่ไปเรื่อยๆ โดยปกตินกพวกนี้มีแหล่งเพาะพันธุ์อยู่ตามทะเลสาบที่ห่างไกล เช่น ทะเลสาบเนทรอน แผ่นโซดาที่ปกคลุมตามชายฝั่งจะช่วยสกัดกั้นพวกหัวขโมย เช่น หมาป่า ไว้ได้

นกฟลามิงโก

นกฟลามิงโก

นกฟลามิงโกกินสาหร่ายหรือตัวอ่อนของแมลง โดยงอหัวในขณะที่กรองน้ำและโคลนผ่านจะงอยปากที่คว่ำอยู่ในน้ำเหมือนจวัก ส่วนใหญ่พวกมันหากินยามค่ำคืนเมื่อลมสงบ ตอนกลางวันสายลมจะพัดให้น้ำกระเพื่อมมาท่วมปากพวกมันได้ แต่บางครั้งมันก็จับกลุ่มกันแน่นจนเกิดน้ำนิ่งตรงกลาง วึ่งพวกมันสามารถหากินได้

ชีวิตครอบครัวนกฟลามิง

นกฟลามิงโกผสมพันธุ์ได้ในทุกฤดูกาล โดยเฉพาะหลังฝนพวกมันเยื้องย่างทำคอแข็งเป็นการอวดเพื่อเกี้ยวพานอยู่หลายสัปดาห์ แล้วทำรังโคลนที่มีช่องข้างบน ไข่จำนวนหนึ่งหรือสองฟองจะฟักเป็นตัวในหนึ่งเดือนต่อมา เมื่ออยู่ในรังได้ราวหนึ่งสัปดาห์บรรดาลูกนกสีเทาขนฟูจะมาอยู่รวมฝูงกัน ซึ่งพ่อแม่จะมาหาเพื่อป้อน “นม” สีแดงที่ขย้อนออกมาให้ ชีวิตลูกนกขึ้นอยู่กับความปรานีของสัตว์ผู้ล่าเช่นเหยี่ยวปลา จนกว่าจะบินได้เมื่ออายุราว 11 สัปดาห์

ฟลามิงโก้

ฟลามิงโก้

ส่งต่อเรื่องนี้ซิ !! เผื่อจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ของคุณ

แสดงความคิดเห็น Facebook

comments

Comments are closed.