Facebook Twitter Reset

น้ำตกวิกตอเรีย(Victoria Falls)

Untitled-1

น้ำตกวิกตอเรีย(Victoria Falls) ด้วยสมญา “ควันที่ส่งเสียงกึกก้อง” ผืนน้ำตกที่กว้างที่สุดในโลกทิ้งตัวลับหายไปในกลุ่มเมฆสีขาวอันดั่งสนั่น

เมื่อเข้าไปใกล้จากทางเหนือ น้ำตกวิกตอเรียก็สำแดงตัวเป็นกลุ่มไอลอยคว้างขึ้นไปในท้องฟ้าแอฟริกา ส่งเสียงลั่นครืนด้วยขนาดอันมโหฬารของมัน ชนเผ่าในท้องถิ่นนั้นให้สมญานามน้ำตกนี้ว่า โมซิ-โออา-ทุนยา หรือ “ควันที่ส่งเสียงกึกก้อง

น้ำตกวิกตอเรีย

น้ำตกวิกตอเรีย

หมอกที่ทะยานสูงถึง 500 ม. เห็นได้จากที่ไกลราว 40 กม. นี้ เป็นสัญญาณบอกจุดสิ้นสุดอันน่าตื่นตาของแม่น้ำอย่างไม่ทันรู้ตัว เพราะในขณะที่ไหลไปตามพวยหมอกนั้น แม่น้ำแซมเบซีสายใหญ่ดูสงบและสุขุม มีแต่เกาะที่กระจัดกระจายอยู่เท่านั้นที่รบกวนสายน้ำอันซึมเซา

victoria falls

victoria falls

ไม่มีสิ่งใดในภูมิทัศน์รายรอบที่ส่อว่าเหตุการณ์น่าตื่นเต้นกำลังจะเกิดขึ้น ไม่ว่าเป็นทุ่งหญ้าสลับเนินที่มีต้นไม้ประปรายตามชายแดนแซมเบียซิมบับเว หรือแม่น้ำที่ไหลรุดไปอย่างสง่างาม แต่ที่กลางทางอันสงบและกว้าง 1.6 กม. นี่เอง ทันใดนั้นแม่น้ำแซมเบซีก็ไหลพรวดข้ามแง่หินและเปลี่ยนหน้าตาไปโดยสิ้นเชิง ลำน้ำจากฝั่งหนึ่งถึงอีกฝั่งหนึ่งถูกแยกเป็นสายๆแล้วตกลงมาเป็นผืนยาวจนเกิดฟองพล่านและเสียงดังสนั่นด้วยอาการอันเกรี้ยวกราดเกินคาดคิด ในขณะที่ไหลลงไปในเหวหินชันและแคบซึ่งลดความกว้างของแม่น้ำให้เหลือเพียง 60 ม.

ภาพประทับใจนี้ดูน่าอัศจรรย์ยิ่ง แม้ปริมาณน้ำเปลี่ยนไปตามฤดูกาล แต่ฝนอาจทำให้แม่น้ำเอ่อล้นทันน้ำออกถึงนาทีละ 550 ล้านลิตร ข้ามแง่หินกว้าง 1.6 กม. กลายเป็นผืนน้ำตกที่กว้างที่สุดในโลก “จุดอันตราย” (Danger Point) ซึ่งเป็นชะง่อนผาด้านตรงข้ามเหวนั้น สายน้ำตกมหึมาทำให้อากาศที่ชุ่มละอองน้ำถูกอัดกระเด็นขึ้นไปจนสามารถหอบผ้าเช็ดหน้าของผู้มาเยือนขึ้นสู่ท้องฟ้าพร้อมกับพวยหมอกอันลือชื่อ

น้ำตกวิกตอเรีย

น้ำตกวิกตอเรีย

รูปปั่นของ ดร.เดวิด ลิฟวิงสตัน จองมองน้ำตกวิกตอเรียอันน่าตื่นตาตื่นใจ

รูปปั่นของ ดร.เดวิด ลิฟวิงสตัน จองมองน้ำตกวิกตอเรียอันน่าตื่นตาตื่นใจ

ในขณะที่แสงอาทิตย์ถูกหักเหผ่านหยดน้ำในอากาศ ก็เกิดรุ้งสีสดใส ก้อนหินและเกาะที่โผล่ขึ้นมาได้แยกด้านหน้าของน้ำตกออกเป็นสามตอนใหญ่ๆ และตอนที่ชื่อว่าน้ำตกสายรุ้งก็ได้สมญามาจากปรากฏการณ์นี้ (อีกสองตอนมีชื่อว่าน้ำตกใหญ่และแก่งน้ำตกตะวันออก) และในคืนที่มีแสงจันทร์ส่องสว่าง ม่านไอหมอกก็ก่อให้เกิดสายรุ้งจากดวงจันทร์อันหาดูได้ยาก

ตามหน้าผาสูงชันตรงข้ามกับน้ำตก มีป่าไม้หนาทึบเขียวชอุ่มตลอดปี แม้ทุ่งหญ้าที่รายล้อมอยู่จะซีดจางลงในยามหน้าแล้งก็ตาม ความเขียวชอุ่มของผืนป่านี้ หรือที่รู้จักกันว่า ป่าฝน (rain forest) ก็เกิดจากความชุ่มชื้นของละอองน้ำจากหลั่นน้ำตกนั่นเอง

สายน้ำยังคงความสง่างาม เมื่อน้ำทั้งหมดในแม่น้ำไหลพรวดลงไปในโตรกธารแคบ และพุ่งไปด้วยแรงมหาศาลสู่แอ่งน้ำวนที่เรียกว่า “หม้อเดือด” (Boiling Pot) จากนั้นสายน้ำก็ไหลต่อไปผ่านโกรกธารอันคดเคี้ยวอีกกว่า 64 กม.

สถานที่ศักดิ์สิทธิ์

มีสถานที่ไม่กี่แห่งบนโลกที่น่ายำเกรงอย่างยิ่งชาวโคโลโลผู้เคยใช้ชีวิตอยู่เหนือหมู่น้ำตกนี้ และเป็นผู้ตั้งสมญานามว่า “ควันที่ส่งเสียงกึกก้อง” นั้น มีความหวาดกลัวกระแสน้ำเชี่ยวนี้จนไม่กล้าเข้าใกล้ เผ่าตองกาเพื่อนบ้านถือว่าหมู่น้ำตกนี้ เป็นที่ศักดิ์สิทธิ์และสายรุ้งเป็นการปรากฏของเทพเจ้า พวกนี้จัดพิธีทางศาสนาขึ้นที่แก่งน้ำตกตะวันออกและใช้วัวดำบูชายัญ

ดร. เดวิด ลิฟวิงสตัน หมอสอนศาสนาชาวสกอตต์ เป็นชาวยุโรปคนแรกที่ได้เห็นน้ำตกนี้เมื่อ ปี ค.ศ. 1855 และตั้งชื่อน้ำตกตามพระนามราชินีของเขา คือสมเด็จพระนางเจ้าวิกตอเรีย นักสำรวจผู้ยิ่งใหญ่นี้เดินเรือไปตามแม่น้ำแซมเบซีที่ยาว 2,700 กม. ในฐานะเส้นทางสำคัญซึ่งเขาหวังว่าอาจทำหน้าที่ประหนึ่ง “ถนนของพระเจ้า” (God’s Highway) ที่เปิดไปสู่แอฟริกากลาง เขาเดินทางโดยล่องเรือแคนูและมาถึงน้ำตกนี้เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายนในปีนั้นโดยเห็นไอน้ำพุ่งเป็นลำมาก่อนหน้าแล้ว เขาขึ้นฝั่งบนเกาะเล็กๆ แห่งหนึ่งที่ขอบหลั่นน้ำตกและสังเกตรู้ว่าสายน้ำทั้งหมดดูเหมือนจู่ๆก็หายวับไปข้างหน้าได้อย่างไร ลิฟวิงสตันเขียนไว้ว่า “…ดูราวกับว่าสายน้ำลับหายลงไปในพื้นโลก ฝั่งตรงข้ามร่องน้ำที่ผลุบหายไปนั้นอยู่ห่างไปเพียงแปดสิบฟุต”

น้ำตกวิกตอเรีย

น้ำตกวิกตอเรีย

เขาเขียนต่อว่า “…ข้าพเจ้าไม่เข้าใจเลยจนเมื่อคลานไปถึงขอบด้วยความยำเกรง แล้วจ้องลงไปในรอยแยกขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นจากฝั่งหนึ่งไปอีกฝั่ง ก็เห็นสายน้ำกว้างหนึ่งพันหลาโจนลงมาหนึ่งร้อยฟุต แล้วสอบแคบเข้ามาเหลือสิบห้าหรือยี่สิบหลาอย่างฉับพลัน ทางน้ำตกทั้งหมดนี้เป็นเพียงรอยแตกที่เกิดขึ้นในหินบะซอลต์เนื้อแข็งจากฝั่งขวาถึงฝั่งซ้าย แล้วแตกร้าวต่อจากฝั่งซ้ายออกไป ผ่านเขาเป็นระยะทางสามสิบหรือสี่สิบไมล์” เขาชี้แจงในเวลาต่อมาว่าเขาประเมินตัวเลขดังกล่าวต่ำกว่าความเป็นจริง ในทรรศนะของลิฟวิงสตันนั้น น้ำตกเหล่านี้คือ “ภาพอันมหัศจรรย์ที่สุดที่ข้าพเจ้าเคยเห็นในแอฟริกา” เขาบรรยายว่า “…เรามองไม่เห็นอะไรนอกจากเมฆขาวหนาทึบ…ผืนน้ำขาวดั่งหิมะดูคล้ายดาวหางดวงเล็กๆจำนวนมากมายนับไม่ถ้วนกำลังพุ่งไปในทิศทางเดียวกัน แต่ละดวงทิ้งฟองฟ่องยาวเป็นสายไว้ข้างหลัง”

น้ำตกวิกตอเรีย

น้ำตกวิกตอเรีย

วันต่อมาลิฟวิงสตันก็กลับไปยังเกาะที่เขาเห็นลั่นน้ำตกเป็นครั้งแรก (เกาะนี้ปัจจุบันมีชื่อว่าคารูเซกา หรือเกาะลิฟวิงสตัน) และลงมือปลูกพีช แอพริคอต และกาแฟด้วยเมล็ด เขายังสลักวันที่และอักษรย่อชื่อของเขาไว้ที่ต้นไม้ต้นหนึ่งด้วย (เล่ากันว่าเป็นต้นเบาแบ็บ) เขายอมรับในภายหลังว่านั่นเป็นครั้งเดียวในแอฟริกาที่เขายอมสยบต่อความคะนองกราดเกรี้ยว

ในการเดินทางสู่น้ำตกเป็นครั้งที่สองเมื่อเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1860 ลิฟวิงสตันได้ประเมินความลึกของเหวโดยหย่อนเชือกที่ถ่วงด้วยลูกปืนสองสามลูกและผูกผ้าฝ้ายสีขาวผืนยาวไว้ลงไป “พวกเราคนหนึ่งนอนโผล่หน้าเหนือโขดหินขันและเฝ้าดูผ้าเลื่อนต่ำลงจนกระทั่ง (หลังจากเพื่อนๆปล่อยเชือกออกไปแล้ว 310 ฟุต) ‘ลูกดิ่ง’ ไปพักอยู่บนชะง่อนหินแห่งหนึ่ง ซึ่งน่าจะห่างจากน้ำเบื้องล่าง 50 ฟุต แต่ก้นเวจริงๆอยู่ลึกลงไปอีก ผ้าขาวขณะนั้นดูมีขนาดพอๆกับเหรียญหนึ่งคราวน์”

น้ำตกวิกตอเรีย

น้ำตกวิกตอเรีย ยามค่ำคืน

ถึงตอนนี้เขาคะเนว่าเหวนั้นลึกราว 108 ม. ประมาณสองเท่าของน้ำตกไนแอการา

กำเนิดน้ำตกวิกตอเรีย

เมื่อเทียบกับสมัยของลิฟวิงสตันแล้ว ทุกวันนี้เป็นที่รู้จักมากขึ้นว่าน้ำตกวิกตอเรียนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ที่ราบสูงตอนตอนกลางของแซมเบียประกอบด้วยชั้นลาวาหินบะซอลต์หนา 300 ม. ลาวานี้ทะลักออกมาจากภูเขาไฟที่ปะทุเมื่อ 200 ล้านปีที่แล้ว เมื่อหินละลายเย็นลง ก็แข็งตัวและแตกออกเป็นแนวแยกพาดทับกัน รอยแตกเหล่านี้ถูกถมทับด้วยวัตถุเนื้ออ่อนกว่าจนเป็นแผ่นเรียบเสมอกัน

น้ำตกวิกตอเรีย victoria falls

น้ำตกวิกตอเรีย victoria falls

แต่ประมาณครึ่งล้านปีที่แล้ว เมื่อแม่น้ำแซมเบซีเริ่มไหลลงตัวผ่านที่ราบสูงนี้ ก็บรรจบรอยแตกแห่งหนึ่ง น้ำจึงเริ่มกัดเซาะรอยแตกส่วนที่เปราะกว่าออกจนเกิดเป็นร่องลึก แม่น้ำได้ไหลบ่าเข้าไปเป็นสายน้ำปั่นป่วนและส่งเสียงกึกก้องท่ามกลางละอองน้ำเป็นกลุ่มคล้ายก้อนเมฆ จนกระทั่งพบทางออกตรงขอบที่ต่ำกว่าด้านอื่น อันเป็นที่ซึ่งน้ำไหลพรวดลงข้ามสันเตี้ยๆ เข้าไปในโกรกธารและกลายเป็นน้ำตกแห่งแรกที่ปรากฏต่อสายตา

น้ำตกวิกตอเรีย

น้ำตกวิกตอเรีย

อย่างไรก็ตามกระบวนการนี้ไม่ได้สิ้นสุดลงเท่านี้สายน้ำที่ไหลกรากอยู่ตลอดเวลาที่ด้านบนของน้ำตกจะเริ่มเซาะขอบหินตรงจุดที่เปราะที่สุดกัดกร่อนส่วนที่เป็นรอยเลื่อนเข้าไปเรื่อยๆ และยังกัดเซาะพื้นท้องน้ำทางตอนเหนือจนเกิดเป็นโกรกธารแห่งใหม่ถอยหลังไปในแนวเฉียงกับโกรกธารเดิม

จากนั้น แม่น้ำซึ่งไหลเฉียงๆ ย้อนกลับไปจะบรรจบกับรอยแยกในแนวตะวันออก-ตะวันตกอีกรอยหนึ่ง และเซาะส่วนที่เป็นเนื้ออ่อนออกไป เมื่อแม่น้ำไหลกลับไปตามรอยแยกที่พาดตัดกันไปมานั้น ก็จะเกิดเครือข่ายของโกรกธารคดเคี้ยวที่ตอนปลายน้ำของน้ำตก

น้ำตกแห่งที่แปด

ทุกวันนี้มีโกรกธารแบบนี้ให้เห็นอยู่เจ็ดแห่งทางตอนล่างของแม่น้ำ แต่ละแห่งเป็นซากของน้ำตกที่ปัจจุบันแห้งหมดแล้ว แห่งที่แปดคือโกรกธารของน้ำตกวิกตอเรียในปัจจุบัน แต่ก็กำลังถูกกัดเซาะเช่นกันในอัตราเป็นทางยาวประมาณ 1.6 กม.ต่อทุก 10,000 ปี แหล่งน้ำตกปีศาจ (Devil’s Cateract) ซึ่งอยู่ปลายด้านตะวันตก

สิ่งต่างๆได้เปลี่ยนไปมากตั้งแต่สมัยที่ลิฟวิงสตันสลักอักษรย่อชื่อของเขาไว้เหนือแก่งน้ำตก ผู้ตั้งรกรากจากยุโรปได้สร้างเมืองลิฟวิงสตัน ซึ่งบัดนี้คือ มารัมบา ห่างจากน้ำตกไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ 11 กม. ในปัจจุบันเมืองนี้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว มีประชากร 72,000 คน และมีพิพิธภัณฑ์ที่อุทิศแด่ชีวิตและการเดินทางของนักสำรวจชาวสกอตต์ผู้นี้

รูปปั้นลิฟวิงสตันตั้งอยู่ที่น้ำตกนั่นเอง และมีสะพานข้ามโกรกธารที่แอ่งหม้อเดือด สะพานนี้สร้างเสร็จเมื่อปี 1905 เพื่อให้รถไฟจากบูลาวาโยแล่นผ่าน ในปี 1938 มีการสร้างโรงไฟฟ้าที่ริมแม่น้ำตอนล่าง ต่อมาก็สร้างสะพานคนข้ามชื่อสะพานสันมีด (Knife Edge) ในปี 1969 เชื่อมระหว่างแผ่นดินใหญ่กับหัวแหลมผาชันอันตื่นตา เพื่อให้นักทัศนาจรได้ชมทิวทัศน์ที่น่าประทับใจ

สะพานสันมีด (Knife Edge)

สะพานสันมีด (Knife Edge)

ฤดูแล้งตั้งแต่เดือนสิงหาคมถึงธันวาคมนั้น เราสามารถมองเห็นภาพน้ำตกวิกตอเรียอันกว้างใหญ่ได้ทั้งหมด แต่ระดับน้ำในช่วงดังกล่าวอาจต่ำมาก ส่วนฤดูน้ำหลาก (มีนาคม-พฤษภาคม)เป็นช่วงเวลาสำหรับเหตุการณ์อันน่าตื่นเต้นโดยแท้ แม่น้ำแซมเบซีจะไหลบ่าอย่างบ้าคลั่งและตกลงมาด้วยพลังอันไร้ขีดจำกัด มีปริมาณน้ำมากเป็น 15 เท่าของในหน้าแล้ง

น้ำตกวิกตอเรียน้ำตกถอยร่น

น้ำตกวิกตอเรียกำลังถอยร่นอยู่ตลอดเวลา น้ำตกในปัจจุบันเป็นแห่งที่แปดเกิดขึ้นในทางที่คดเคี้ยวของแม่น้ำในช่วงครึ่งล้านปีก่อน น้ำตกแต่ละแห่งก่อตัวขึ้นที่รอยเลื่อนตรงกันแม่น้ำที่เป็นหินลาวาซึ่งมีรอยแตกตัดไปมา แม่น้ำจะกัดเซาะรอยเลื่อนส่วนที่เป็นเนื้ออ่อนออก แล้วไหลทะลักลงไปในร่องที่มันสร้างขึ้น ทันใดนั้นสายน้ำก็เริ่มชะรอยร้าวที่เปราะกว่ารอยหนึ่ง ทำให้เกิดโกรกธารถอยหลังขึ้นไปบรรจบกับรอยเลื่อนที่อยู่ในแนวขวางอีกแห่งหนึ่ง

จุดเปราะที่สุดของน้ำตกปัจจุบันอยู่ที่แก่งน้ำตกปีศาจ ซึ่งอยู่สุดทางด้านตะวันตก แก่งน้ำตกแห่งนี้ถูกกัดเซาะลงไปจนอยู่ต่ำกว่าแนวน้ำตกใหญ่ราว 30 ม. และยิ่งลึกลงจนกระทั่งแม่น้ำแซมเบซีทั้งสายไหลลับลงไปในรอยแตกนี้ นี่น่าจะเป็นที่ตั้งนำตกแห่งที่เก้าของหลั่นน้ำตกที่กำลังถอยร่นไป

ส่งต่อเรื่องนี้ซิ !! เผื่อจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ของคุณ

แสดงความคิดเห็น Facebook

comments

Comments are closed.