Facebook Twitter Reset

ภูเขาไฟเอร์ตาอาเล (erta ale)แห่งประเทศเอธิโอเปีย

Untitled-1

เอร์ตาอาเล

แนวโค้งของกลุ่มภูเขาไฟผุดขึ้นมาจากแอ่งดานาคิล คือ “ภูมิทัศน์แห่งความพรั่นพรึง ความทุกข์ยาก และความตาย”

แผนที่ ภูเขาไฟERTA ale

แผนที่ ภูเขาไฟERTA ale

ลูโดวิโก เอ็ม. เนสบิตต์ นักสำรวจชาวอังกฤษเขียนไว้เมื่อปี ค.ศ. 1934 ว่า “คนรุ่นหลานของเราอาจพบวิธีเดินทางไปยังดาวต่างๆและคงอดขำไม่ได้เมื่อรับรู้ถึงความบากบั่นของพวกเราที่ได้ดั้นด้นซอกซอนเข้าไปในพื้นที่ซึ่งไม่มีใครรู้จักบนโลกนี้” เนสบิตต์มีความเชื่อเช่นเดียวดับนักเดินทางผู้มุ่งมั่นรุ่นเดียวกับเขาว่า หากไม่ได้ใช้ความพยายามอย่างเต็มกำลังเสียก่อน ก็อย่าคิดหวังว่าจะพิชิตดินแดนที่ยังสำรวจไมถึงผืนสุดท้ายของโลกได้

เขารู้สึกว่ารถยนต์และเครื่องบินนั้นปิดกั้นการเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งแวดล้อมเกินไป ตัวเขาเองมีความสุขกับการ “ใช้วิธีสำรวจแบบเก่าแก่เชื่องช้า ซึ่งทำให้นักเดินทางได้สัมผัสกลิ่นรสแท้ๆของดินแดนที่ห่างไกลไร้ความเจริญแม้ว่าจะเป็นไปอย่างยากเย็นเพียงใดก็ตาม”

และนั้นก็คือ วิธีที่เขาใช้ในการสำรวจในปี ค.ศ. 1928 เมื่อเขาและเพื่อนชาวอิตาลีอีกสองคนเป็นชาวยุโรปกลุ่มแรกที่ได้เห็นหมู่ภูเขาไฟเอร์ตาอาเล

ภูเขาไฟเอร์ตาอาเล

หุบภูเขาไฟยามค่ำคืน ร่องและสายของหินละลายเปร่งแสงร้อนแรงในความมืดในทะเลสาบลาวาอันระอุของเอร์ตาอาเล อันเป็น “ภูเขากรุ่นควัน” หนึ่งในห้าแห่ง

จุดมุ่งหมายของการเสี่ยงภัยครั้งนั้นคือการเดินทางเป็นระยะ 640 กม. จากทิศใต้ขึ้นทิศเหนือข้างแอ่งดานาคิล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหุบเขาทรุดเกรตริฟต์แวลลีย์ที่พาดผ่านแอฟริกาตะวันออก แต่หนทางข้างหน้าดูเหมือนจะไม่ค่อยเป็นใจนัก เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นทะเลทรายที่มีความเป็นด่างสูง (ทรายเค็ม) และทรุดตัวต่ำกว่าระดับน้ำทะเล ทั้งยังมีอุณหภูมิสูงคล้ายอยู่ในเตาเผา น้ำนั้นแทบไม่มีเลย และพวกอาฟาร์ซึ่งเป็นชาวเผ่าประจำถิ่น ก็ได้ชื่อว่าโหดร้ายและใจอำมหิต เชื่อกันว่าชาวยุโรปราวหกคณะซึ่งเสี่ยงภัยเข้าไปในถิ่นนี้ในช่วง 50 ปีก่อนนั้น ล้วนถูกสังหารหมดสิ้น

จากจุดตั้งต้นที่โอเอซิสออสซาบนฝั่งแม่น้ำอาวาช เส้นทางของเนสบิตต์ทอดลึกเข้าไปในทะเลทราย แสงแดดร้อนจัดขึ้นวันแล้ววันเล่าและคณะสำรวจต้องเดินทางโดยอาศัยแสงจันทร์แลพแสงอรุณ พอดวงอาทิตย์ขึ้น ท้องฟ้าและทะเลทรายก็กลายกลืนเป็นผืนเดียวกัน ปราศจากเส้นขอบฟ้า รูปทรงหรือระยะทาง แสงแดดแผดเผาดุจเตาหลอม แต่ความร้อนในหุบเหวแห่งแอ่งดานาคิล ที่นั่นพื้นแอ่งร้อนราวจะลุกเป็นไฟ ร้อนจัดจนผ่านสันรองเท้าบู๊ตได้ บ่อน้ำหายากขึ้น และแม้แต่อูฐก็เริ่มล้มตาย ในความร้อนแรงของแสงตะวันนั้นอุณหภูมิสูงถึง 75° ซ. ส่วนในเต็นท์มีอุณหภูมิต่ำกว่าเพียงสองสามองศา คนและสัตว์พาหนะพากันคืบคลานคล้ายแมลงเข้าหลบร้อนใต้ก้อนหิน แต่ไม่ว่าสภาวการณ์จะเป็นเช่นไร พวกเขาก็ยังเห็นร่างสูงนุ่งห่มขาวของนักรบเผ่าอาฟาร์แต่ไกลได้ตลอดเวลา นักรบเหล่านี้ไร้ความปรานีไม่ต่างจากผืนดินที่นั่น และเห็นว่าคณะสำรวจโดยเฉพาะอย่างยิ่งปืนไรเฟิลของคนในคณะนั้น หมายถึงความร่ำรวยเกินจะบรรยาย

ภูเขาไฟ erta ale

ภูเขาไฟ erta ale

เย็นวันหนึ่งในขณะที่หมอกมัวเริ่มจาง ทันใดนั้นเนสบิตต์และคณะก็ได้เห็นภาพอันน่าพิศวงเบื้องหน้าพวกเขาคือ ภูเขาไฟขนาดใหญ่ห้าลูกเรียงกันเป็นแนวโค้งยาว 80 กม. ตั้งตระหง่านเหนือที่ราบสีขาว มัคคุเทศก์กระซิบว่านี่คือเอร์ตาอาเล หรือ “ภูเขากรุ่นควัน” ลูกที่ใกล้ที่สุดชื่อ อุมมูนา ซึ่งมีกลุ่มควันแผ่ราบขนาบอยู่ด้านข้าง ถัดไปเป็นเอร์ตาอาเล ที่มีสัณฐานได้สัดส่วนอย่างยิ่ง และที่ยอดมีกลุ่มควันแผ่พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าเหนือภูเขาไฟทั้งหมดมีควันปกคลุมหนาทึบ และพอตะวันลับฟ้า ด้านล่างของกลุ่มควันจะสว่างเรืองด้วยแสงสีแดงฉาน

ภูเขาไฟ erta ale

ภูเขาไฟ erta ale

เช้าวันรุ่งขึ้น คณะสำรวจก็ออกเดินทางเพื่อเข้าไปใกล้ แต่พื้นที่รอบกลุ่มภูเขาไฟแทนที่จะราบเรียบดังที่ปรากฏจากระยะไกล กลับเป็นทุ่งลาวาสูงๆต่ำๆคล้ายทะเลน้ำแข็งสีดำ ยอดคลื่นแต่ละลูกคมราวมีดโกน ตรงร่องคลื่นมีหินละลายซึ่งเมื่อเหยียบลงไปจะแตกออกคล้ายเศษแก้ว ทำให้รองเท้าบู๊ตฉีกขาดและบาดผิวหนังคณะสำรวจกลุ่มเล็กๆนี้จึงยอมหยุดพักรักษาบาดแผล แล้วเดินทาวต่อไปทางตะวันตก ผ่านบริเวณยอดเขาอาลูซึ่งมีควันคลุ้ง และปีนผาสูงชัน มองลงมาเห็นที่ราบมีเกลือหินประกายเจิดจ้า

เบื้องหลังคือความร้อนราวไฟนรก ส่วนเบื้องหน้าคือที่ราบอันลำเค็ญ ณ ดินแดนที่ไม่มีที่ใดเหมือนนี้จึงดูเหมือนไร้ความปรานีและน่าพรั่นพรึง เนสบิตต์เรียกที่นี่ว่า “แดนสยอง” แต่เนื่องจากน้ำหมด พวกเขาจึงไม่มีทางเลือก นอกจากจะเดินหน้าต่อไป โดยหวังว่าที่มัคคุเทศก์สัญญาว่าจะพบบ่อน้ำจะเป็นจริง ในขณะที่แทบสิ้นความอดทนนั้น พวกเขาก็มาถึงบ่อน้ำแห่งหนึ่งจนได้ แต่มีชาวเผ่ากลุ่มใหญ่ขวางทางอยู่ คณะสำรวจต่างพากันโล่งใจเมื่อคนเหล่านี้แสดงตัวว่าไม่ใช่นักรบ แต่เป็นคนขุดเกลือ ซึ่งได้ต้อนรับขับสู้พวกเขาอย่างดีและช่วยพาไปยังที่ตั้งแคมป์ใกล้บ่อน้ำรสหวาน หลายวันต่อมาคณะสำรวจก็ออกเดินทางในช่วงสุดท้าย โดยขึ้นเหนือจุดหมายคือทะเลแดง การเดินทางทั้งหมดซึ่งผ่านบางส่วนของพื้นที่อันเลวร้ายที่สุดในโลกนี้ใช้เวลาสามเดือนครึ่ง

ภูเขาไฟเอร์ตาอาเล

ภูเขาไฟเอร์ตาอาเล

กว่าจะมาเป็นเกลือ

แอ่งดานาคิล ถิ่นที่ไร้ความปรานีและเป็นที่ตั้งของกลุ่มภูเขาไฟแห่งเอร์ตาอาเลนี้ เป็นภูมิประเทศที่แล้งเข็ญที่สุดแห่งหนึ่งบนผืนโลก ที่นี่เป็นที่ราบแห้งผากมีเกลือปกคลุมเกือบตลอดปีพื้นที่โดยมากอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล และความจริงเคยเป็นส่วนหนึ่งของทะเลแดง จนกระทั่งการเคลื่อนไหวของเปลือกโลกดันให้ทางเหนือของดานาคิลสูงขึ้น ทำให้ตัดขาดจากทะเลแดงน้ำที่ขังอยู่ได้ระเหยไป เหลือแต่ชั้นเกลือหนาถึง 3 กม. ปกคลุมที่ซึ่งเคยเป็นก้นทะเล

danakil

แอ่งดานาคิล danakil

บางครั้งฝนก็ชะเกลือจากที่สูงและพาลงไปยังจุดต่ำที่สุด คือทะเลสาบคารุม สายน้ำเค็มตื้นๆ ซึ่งเต็มไปด้วยแร่ธาตุนี้อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 120 ม.ในช่วงสั้นๆของแต่ละปีอาจขยายตัวกว้างถึง 72 กม. โดยมีน้ำพุร้อนพุ่งออกมารอบๆ เนื่องจากน้ำที่ไหลซึมลงไปรวมกับหินละลายนั้น ได้ทะลักขึ้นมาจากใจกลางโลก

ผู้ท่องไปในแดนนรก

ชาวอาฟาร์

ยามเย็นในดานาคิล เด็กเลี้ยงแกะชาวอาฟาร์เฝ้าดูและฝูงแกะ ซึ่งเป้นปัจจัยในการยังชีพเพียงอย่างเดียวของครอบครัว

ทั้งที่แอ่งดานาคิลมีสภาพไม่ต่างจากฝันร้าย แต่ก็ยังเป็นถิ่นอาศัยของชาวเผ่าเร่ร่อนอาฟาร์ หรือที่คนอื่นๆในแถบนี้เรียกว่าดานาคิล ท่ามกลางความร้อนสาหัสและภูมิทัศน์แห้งผากพวกเขารอดชีวิตอยู่ได้ด้วยกิจกรรมสองอย่างคือการขุดเกลือและทำไร่เลื่อนลอย

หลายศตวรรษแล้วที่เกลือในทะเลสาบคารุมเป็นปัจจัยยังชีพของชาวเผ่าอาฟาร์ซึ่งใช้ไม้ยาวงัดแท่งเกลือออกจากแผ่นเกลือหนาแล้วทำเป็นก้อนสี่เหลี่ยม จากนั้นก็ส่งไปยังที่ต่างๆทั่วทั้งแอฟริกาเหนือและแอฟริกาตะวันออก แต่มีชาวอาฟาร์อีกมากที่ยังทำไร่ตามแบบบรรพบุรุษ โดยย้ายฝูงแพะ แกะ และอูฐไปตามที่ต่างๆ

ชาวอาฟาร์มีร่างงาม ตัวสูง เพรียว และแข็งแรง ผู้หญิงมีใบหน้าสะสวย นุ่งกระโปรงยาวสีน้ำตาลที่ดูสง่า พวกผู้ชายนุ่งผ้าขาวม้าฝ้ายสีขาวและเสื้อคลุมหลวมๆ แต่ละคนพกอาวุธเป็นดาบใบกว้างยาวกับหอกหรือปืนไรเฟิล พวกผู้หญิงและเด็กๆดูแลฝูงสัตว์ในขณะที่ครอบครัวเร่ร่อนจากทุ่งเล็กๆที่มีหญ้าบางตาแห่งหนึ่งไปอีกแห่งหนึ่ง อาหารของชาวอาฟาร์มักมีแต่เนื้อสัตว์และนม ถ้าเกิดสภาวะแห้งแล้งอยู่นานทั้งสัตว์และคนก็ต้องอดตาย

ชาว afar

ย้ายถิ่น ครอบครัวชาวอาฟาร์ออกเดินทาง เพื่อหาทุ่งเลี้ยงสัตว์แห่งใหม่ในทะเลทราย โดยมีอูฐบรรทุกสมบัติของพวกเขาไปด้วย

ส่งต่อเรื่องนี้ซิ !! เผื่อจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ของคุณ

แสดงความคิดเห็น Facebook

comments

Comments are closed.