Facebook Twitter Reset

พืดน้ำแข็งอันทรงพลังของไอซ์แลนด์ วาตนาโยคุตล์ (vatnajokull)

Untitled-1

                 วาตนาโยคุตล์(iceland vatnajokull) พืดน้ำแข็งอันทรงพลังของไอซ์แลนด์ ไหวสะเทือนตามจังหวะระรัวของภูเขาไฟอันร้อนแรงที่กำลังไหม้ระอุอยู่เบื้องล่าง

Vatnajokull glacier, Iceland

Vatnajokull Iceland

                 บนวาตนาโยคุตล์ ซึ่งเป็นพืดน้ำแข็งขนาดมหึมาของไอซ์แลนด์นั้น มีน้ำแข็งมากเกือบเท่ากับธารน้ำแข็งแห่งอื่นๆของยุโรปทั้งหมดรวมกัน พืดน้ำแข็งผิวเรียบนี้ปกคลุมพื้นที่เกือบเท่าครึ่งหนึ่งของแควันเวลส์หรือรับนิวเจอร์ซีย์ และยังเป็นต้นธารน้ำแข็งใหญ่ 12 สาย

                 เมื่อมองจากถนนเลียบชายฝั่ง วาตนาโยคุตล์ดูเหมือนบริเวณร้างไร้ชีวิต จากพื้นที่ร้างเชิงเขา ซึ่งเต็มไปด้วยกรวดสีดำ เถ้าธุลี และทราย เหนือขึ้นไปน้ำแข็งได้พอกพูนพ้นภูเขาจนก่อตัวเป็นที่ราบกว้างขาวโพลนสูงกว่า 800 ม. จึงไม่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ แต่ที่นี่ก็มีชีวิตอีกรูปแบบหนึ่งเป็นชีวิตทางธรณีวิทยาอันคุกรุ่น กล่าวคือ ผืนน้ำแข็งอันไร้ประโยชน์นี้กำลังขยายตัว หดตัวและสั่นสะเทือนอย่างต่อเนื่องตามจังหวะระรัวของภูเขาไฟอย่างช้าๆ แต่บางครั้งก็รุนแรง

Vatnajokull iceland

Vatnajokull iceland

                 ภาวะไม่สงบนิ่งของวาตนาโยคุตล์เป็นแบบฉบับเฉพาะของภูมิประเทศในไอซ์แลนด์ ซึ่งเป็นเกาะที่มีขนาดเกือบเท่าอังกฤษ แต่มีประชากรเพียงเมืองขนาดกลางอาศัยกระจายอยู่ตามแถบชายฝั่งแคบๆ ในทางธรณีวิทยาแล้วไอซ์แลนด์ถือเป็นแผ่นดินใหม่ที่ยังคงก่อตัวโดยตั้งอยู่บนหินบะซอลต์หนา  6.4 กม. หินบะซอลต์นี้เคยเป็นลาวาที่เอ่อทะลักออกมาจาก “จุดร้อน” บนสันกลางมาสมุทรแอตแลนติกตั้งแต่เมื่อ 20 ล้านปีที่แล้วลาวาเอ่อทะลักขึ้นตรงรอยแยกกลางสัน ก่อตัวขึ้นเป็นพื้นทะเลใหม่และผลักให้ทวีปอเมริกาเหนือและยุโรปค่อยๆเคลื่อนห่างจากกัน

                 ใช่วงสองล้านปีของยุคน้ำแข็งยุคสุดท้ายซึ่งจบลงเมื่อราว 10,000 ปีก่อน ธารน้ำแข็งหนากว่า 1.6 กม. ได้บดเซาะผิวหินภูเขาไฟของไอซ์แลนด์ พื้นที่กลางเกาะนั้นร้าง เป็นเทือกภูเขาไฟ หุบภูเขาไฟ และลาวา เนื้อที่หนึ่งในสิบของเกาะปกคลุมด้วยลาวาที่พ่นออกมาจากภูเขาไฟ 200 แห่งทุ่งลาวาแห่งหนึ่งกว้างกว่า 2,600 ตร.กม.

Vatnajokull glacier

Vatnajokull glacier

                 อาจมีการบันทึกถึงไอซ์แลนด์เป็นครั้งแรกเมื่อราว 1,500 ปีก่อน โดยนักบุญเบรนดัน (ราวปี ค.ศ. 484-578) อธิการแหงคลอนเฟิร์ตในมณฑลกอลเวย์ ไอร์แลนด์ เลากันว่าเขาเดินทางไปอเมริการาว 300 ปีก่อนที่พวกไวกิงจะมาตั้งถิ่นฐานในไอซ์แลนด์ (ตามที่เชื่อกันคือเมื่อปี874) ครั้งนึ่งมองกันว่าบันทึกการเดินทางของเขาเป็นเรื่องเพ้อฝัน แต่ทุกวันนี้นักวิชาการส่วนใหญ่ยอมรับว่าอาจเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง

                 เมื่อพวกไวกิงมาถึง ไอซ์แลนด์มีสภาพเหมาะแก่การเกษตร แต่ตั้งแต่ราวคริสต์ศตวรรษที่ 14 ภูมิอากาศของไอซ์แลนด์เริ่มรุนแรงขึ้น ธารน้ำแข็งรุดหน้า และน้ำแข็งในทะเลก็เพิ่มมากขึ้นภูมิอากาศกลับดีขึ้นในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 แต่น้ำแข็งยังคงปกคลุมเนื้อที่หนึ่งในสิบของดินแดนนี้ และการเพาะปลูกก็ทำได้ในที่จำกัด

Vatnajokull วาตนาโยคุตล์

Vatnajokull วาตนาโยคุตล์

                 ชาวไอซ์แลนด์เข้าใจดีเสมอถึงการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของน้ำแข็ง สเวน พอลสัน นักวิทยาศาสตร์ในศตวรรษที่ 18 กล่าวไว้ว่า “โดยธรรมชาตินั้นน้ำแข็งมีลักษณะกึ่งของเหลวและไหลไปโดยไม่ละลาย” น้ำแข็งครูดตัวลงสู่หุบเขาที่อบอุ่นกว่าด้วยอัตราราว 800 ม./ปี ขณะที่เลื่อนไถลไปบนพื้นหินขรุขระ ธารน้ำแข็งจะแยกเป็นร่องลึกเกิดเหวน้ำแข็งขึ้น เมื่อเลื่อนลงสู่ที่ต่ำ น้ำแข็งจะค่อยๆละลายหายไป ทิ้งเศษหิน ทราย และกรวดที่ครูดมาจากเทือกเขาไว้เกลื่อน

                 ตามภาษิตไอซ์แลนด์นั้น “ธารน้ำแข็งย่อมส่งคืนสิ่งที่มันพาไป” ในปี 1927 บุรุษไปรษณีย์ชื่อ จอห์น พอลสัน ได้ร่วงหล่นลงไปในเหวน้ำแข็งพร้อมกับม้าสี่ตัวขณะที่กำลังข้ามสะพานิมะบนธารน้ำแข็งเบรดาเมียร์คัวร์ เจ็ดเดือนต่อมามีผู้พบซากทั้งหมดบนผิวน้ำแข็ง เห็นได้ชัดว่าการม้วนตัวของน้ำแข็งที่สุดธารน้ำแข็ง โดยน้ำแข็งด้านบนพลิกลงและน้ำแข็งข้างใต้พลิกขึ้น เป็นตัวการนำซากทั้งหมดขึ้นสู่ผิวน้ำแข็งนั่นเอง

Vatnajokull glacier

Vatnajokull glacier

อำนาจทำลายของภูเขาไฟ

ภูเขาไฟ iceland

                 ไอซ์แลนด์มีการปะทุของภูเขาไฟครั้งใหญ่ๆมาตลอด การปะทุครั้งที่น่ากลัวที่สุดและทำให้เกิดธารลาวาใหญ่ที่สุดในประวัติของโลกยุคใหม่อุบัติขึ้นเมื่อปี 1783 ขณะเกิดการระเบิด ภูเขาลากิที่ชายขอบทางตะวันตกเฉียงใต้ของวาตนาโยคุตล์แตกอกเกือบตลอดยอดสูงสุด หุบภูเขาไฟ 100 แห่งที่เรียงรายเป็นแนวยาว 24 กม. พากันระเบิดพ่นลาวาและเถ้าธุลีนานกว่าสามเดือนปกคลุมพื้นที่กว่า 520 ตร.กม.เกิดเป็นหมอกคลุ้มของละอองธุลีภูเขาไฟแผ่เข้าปนเปื้อนหญ้าจนปศุสัตว์ขาดอาหารตายถึงสามในสี่ ผลจากทุพภิกขภัยครั้งนั้น ทำให้คนเกือบ 10,000 คนอดตาย

                 ในตอนเช้ามืดของวันที่ 23 มกราคม ค.ศ.1973 ภูเขาไฟเฮสกาเฟิลล์บนเกาะเฮมาเอซึ่งเป็นเกาะหนึ่งในสิบห้าเกาะของเวสต์มันนาเอยาว์หรือหมู่เกาะเวสต์แมน ซึ่งสงบมานานประมาณ 5,000 ปี และถือกันวาดับแล้วได้ตื่นขึ้นจากการหลับไหลอันยาวนาน ที่บริเวณชายเมือง พื้นดินแยกออกเกิดม่านไฟลุกจากรอยแยกเป็นแนวยาว  1.6 กม. โชคดีที่ฝูงเรือประมงท้องถิ่นยังจอดหลบพายุอยู่ในท่า ดังนั้นชาวเกาะ 5,000 คน จึงอพยพย้ายไปโดยสวัสดิภาพได้ก่อนถึงเที่ยงวัน

ภูเขาไฟ ไอซ์แลนด์

ภูเขาไฟ ไอซ์แลนด์

                 อย่างไรก็ดี ลาวาค่อยๆ เอ่อไหลเข้าสู่เมือง ท่วมบ้านเรือนและก่อให้เกิดไฟไหม้ แม้จะมีปฏิบัติการขนานใหญ่เพื่อทำให้ลาวาที่ไหลรุกเข้ามาเย็นลงโดยฉีดน้ำทะเลเข้าใส่ แต่เมื่อถึงเดือนเมษายน เมืองด้านตะวันออกก็ถูกฝังอยู่ใต้ลาวาและฝุ่นการปะทุสิ้นสุดลงเมื่อหลายสัปดาห์ผ่านไปโดยไม่ได้สร้างแต่หายนะ หากยังทำให้ชายฝั่งตะวันออกของเกาะเฮมาเอยาวขึ้น รวมทั้งเกิดกำแพงกันคลื่นลมแห่งใหม่บนเส้นทางเข้าสู่อ่าวอีกด้วย

                 พลิงจากภูเขาไฟและน้ำแข็งจากธารน้ำแข็งรวมกันคือ ที่มาของอารมณ์อันปรวนแปรของวาตนาโยคุตล์ เราจะเห็นปรากฏการณ์นี้ได้ชัดที่บริเวณใจกลางพีดน้ำแข็ง เมื่อมองจากเครื่องบินบางครั้งเราก็ได้เห็นภาพน่าพิศวง คือภาพของทะเลสาบสีน้ำเงินเข็มกว้าง 3 กม. กลางพืดน้ำแข็ง น้ำในทะเลสาบละลายเพราะมีภูเขาไฟกริมล์วอตน์ที่คอยส่งเสียงครางให้ได้ยินอยู่ใต้พืดน้ำแข็ง ตามปกติเรามองไม่เห็นทะเลสาบ เพราะผิวหน้ามักเป็นน้ำแข็งปกคลุม แต่แม้มองไม่เห็น ข้างใต้ก็ยังเป็นน้ำที่ละลายจากหิมะอยู่ดี

                 น้ำแข็งข้างทะเลสาบด้านหนึ่งทำหน้าที่เป็นเขื่อนยักษ์กั้นไม่ให้น้ำไหลบ่าลงหุบเขา แต่น้ำในทะเลสาบสูงขึ้นราว 12 ม./ปี ทุกๆ 5-10 ปี จึงมีน้ำมากพอที่จะดันทะลุใต้เขื่อนน้ำแข็งไปเป็นกระแสน้ำเชี่ยวที่เรียกกันว่า “น้ำทะเลใต้การน้ำแข็ง” เมื่อน้ำท่วมไหลลงสู่ที่ราบเบื้องล่าง พาเอาโคลนภูเขาไฟลงไปแผ่กระจายเนืองนองระดับน้ำในทะเลสาบจะลงด่ำถึงราว 215 ม.

                 กริมล์วอตน์ตั้งอยู่ในรอยเลื่อนตามแนวตะวันตกเฉียงใต้ชื่อ ลากิ เป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่กว้างใหญ่ไกลลับตา ซึ่งมีปฏิกิริยาความร้อยใต้พิภพสูง ความร้อนที่ส่งขึ้นมานี้มากพอจะใช้ทำความร้อนในบ้านและผลิตไฟฟ้าใช้ในครัวเรือนของเมืองใหญ่ขนาดลอนดอนได้ บางครั้งกริมล์วอตน์ก็ “ให้” มากกว่าความร้อน ในวันที่ 29 พฤษภาคม ค.ศ.183 เครื่องวัดความสั่นสะเทือนได้จับความสั่นไหวในระดับที่ทำให้ธารน้ำแข็งทั้งสายสั่นสะเทือนได้ คนทำทางรายงานว่าภูเขาไฟได้ปะทุผ่านน้ำแข็งและน้ำที่ปกคลุมอยู่ ส่งกลุ่มควันขึ้นไปราว 8 กม. เหนือธารน้ำแข็ง และได้ละลายน้ำแข็งจนเป็นช่อง เกิดหุบภูเขาไฟที่เต็มไปด้วยเลนหิมะละลายและแพน้ำแข็ง การปะทุสงบลงหลังจากนั้น 2 – 3 วัน แล้วน้ำก็แข็งตัวดังเดิม

Vatnajokull glacier

Vatnajokull glacier

                 บนชายขอบด้านใต้ของวาตนาโยคุตล์ ธารน้ำแข็งสเกตาราว์โยคุตล์ ได้ละลายลงสู่แม่น้ำที่ไหลคดเคี้ยวข้ามที่ร้างมีแต่กรวด ข้างธารน้ำแข็งมีทะเลสาบที่ไดน้ำจากหิมะละลาย ในที่สุดน้ำในทะเลสาบก็สูงขึ้นจนยก้อนธารน้ำแข็งให้ลอยได้ แล้วน้ำก็ไหลลอดใต้ธารน้ำแข็งไปกวาดล้างที่ราบ ทำให้เศษหินดินทรายกระจายไปอีกครั้งทางตะวันออกเป็นสุดธารน้ำแข็งเบรดาเมีย์คัวร์ มีลักษณะเป็นทางแคบยาวคดเคี้ยวของดินหินที่ถูกบดเซาะจากหุบเขาในที่สูง สุดธารน้ำแข็งนี้เห็นทะเลสาบน้ำเค็ม บางครั้งก้อนน้ำแข็งปกปรกขนาดใหญ่ก็แตกออกหล่นลงในทะเลสาบเสียงสนั่นเกิดเป็นภูเขาน้ำแข็งลอยไป

                 ระหว่างธารน้ำแข็งทั้งสองนี้มีพีดน้ำแข็งเล็กชื่อเออไรวาโยคุตล์ ปกคลุมภูเขาไฟชื่อเดียวกัน พืดน้ำแข็งนี้เป็นตันธารน้ำแข็งหลายสาย ภูเข้าไฟเออไรวาโยคุตล์สูงเป็นอันดับสามของยุโรป และมีการบันทึกในประวัติศาสตร์ว่า เคยระเบิดขึ้นสองครั้งเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 14 และ 18 ทำให้เกิดผลเสียหายร้ายแรง

Vatnajokull iceland

Vatnajokull iceland

                 ใต้ธารน้ำแข็งลงมาเป็นที่ทุรกันดารผิดปกติเรียนกว่า เออไรวี หรือ “บริเวณร้าง” เคยกล่าวกันว่า แม้แต่หนูสักตัวก็ไม่อาจข้าที่ดินร้างทางใต้นี้ได้ แต่ทุกวันนี้ถนนเลียบชายฝั่งพาผู้มาเยือนมายังสกาฟตาเฟิลล์ซึ่งอยู่ในพื้นที่นี้ สกาฟตาเฟิลล์เคยเป็นโอเอซิสโดดเดี่ยวเขียวขจีซ่อนอยู่ในเออไรวาโยคุตล์ และรอดจากการทำลายล้างของน้ำทะลักใต้ธารน้ำแข็งมาได้ เคยมีการเพาะปลูกในพื้นที่นี้ แต่ปัจจุบันกลายเป็นอุทยานแห่งชาติที่มีภูมิทัศน์หลากหลาย มีเนินเขาที่ปกคลุมด้วยหญ้า มีป่าดิบเบิร์ช โรวัน และหลิว

                 ตรงจุดหนึ่งมีน้ำตกสวารดิฟอสล์ สูง 25 ม. ไหลอยู่บนเสาหินบะชอลต์ภูเขาไฟสองขึ้นที่ซ้อนกันในแนวตั้งคล้ายที่อออร์แกน และยังมีจุดชมทัศนียภาพที่ดูอันตรายแต่ปลอดภันอยู่บนเออไรวาโยคุตล์ โดยมีทางเดินเป็นช่องเขาแคบทอดขึ้นไป นักท่องเที่ยวสามารถชมภูมิทัศน์ในมุมกว้างได้อย่างปลอดภัยในจุดนี้อย่างน้อยก็ในฤดูร้อน และจะได้เห็นภาพแดนทุรกันดารและแม่น้ำคดเคี้ยวที่ไหลสู่ทะเล

Vatnajokull iceland

Vatnajokull iceland

บนธารน้ำแข็ง

                 ในระยะใกล้ วาตนาโยคุตล์มีชีวิตชีวา หิมะที่เพิ่มตก แดด ลมและน้ำค้างแข็งช่วยสร้างพื้นผิวให้ใหม่ โดยแต่งแต้มและก่อตัวเป็นลอนหลากแบบ แสงตะวันยาวเช้าและเย็นฉาบพีดน้ำแข็งจนมีสีดุจเพลิง ลึกลงไปใต้แผ่นน้ำแข็ง น้ำจากหิมะละลายก่อให้เกิดโพรงใสดั่งแก้ว ซึ่งแสงแดดส่องลอดลงไปจนมีสีฟ้าเลื่อมพราย

Vatnajokull iceland

Vatnajokull iceland

                 แม่น้ำเย็นเฉียบนับร้อยสายไหลลดเลี้ยวออกมาจากสุดธารน้ำแข็งที่มีเศษหิน ดิน ทรายของภูเขาไฟที่ถูกเจาะมาจากที่สูงปกคลุมอยู่ เราอาจได้ยินเสียงน้ำไหลแรงหรือเสียงกึกก้องของน้ำแข็งที่ตกลงมา

                 ผู้ที่เตรียมมาสำรวจผิวธารน้ำแข็งนั้น บางครั้งก็รู้สึกว่ากำลังเดินบนหนังสัตว์ยักษ์ที่อาจโต้ตอบด้วยการสั่นสะเทือนจนถึงตายได้ทุกขณะจิต

น้ำแข็งและไฟ

– น้ำแข็งบนวาตนาโยคุตล์บางตอนหนา 1,000 ม. สูงกว่าตึกเอ็มไพร์สเตทสองเท่า

– น้ำแข็งชั้นล่างสุดมีอายุ 1,000 ปี

– ธารน้ำแข็งสามารถไหลคืบได้ถึง 8 กม. ในการเคลื่อนไปข้างหน้าหนึ่งครั้ง

– ภูเขาไฟอย่างน้อย 150 ลูก ยังคุกรุ่นอยู่ในไอช์แลนด์ตั้งแต่สมัยน้ำแข็ง โดยมีการปะทุราวๆ หนึ่งครั้งทุกๆ ห้าปี

– ตั้งแต่ปี 1500 หนึ่งในสามของธารลาวาทั้งหมดที่มีบนโลกอยู่ไอช์แลนด์

ส่งต่อเรื่องนี้ซิ !! เผื่อจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ของคุณ

แสดงความคิดเห็น Facebook

comments

Comments are closed.