Facebook Twitter Reset

ทิวเขารูเวนซอรีที่ยูกันดา

Untitled-1

หมู่ยอดเขาที่มีหิมะปกคลุม ณ เส้นศูนย์สูตรเหล่านี้ เชื่อกันว่าเป็น “ทิวเขาแห่งดวงจันทร์” ของชาวกรีกโบราณ

แผ่นที่ rwenzori

แผ่นที่ Ruwenzori

รูเวนซอรีในแอฟริกาตะวันออก หรือที่เรียกกันว่า “ทิวเขาแห่งดวงจันทร์” คือสิ่งมหัศจรรย์ที่ถูกบดบัง เทือกเขานี้ซ่อนความงามสุดยอดไว้เบื้องหลังเมฆที่ปกคลุมอยู่เกือบตลอดกาล และจะเผยให้เห็นความงามสง่าอันมีหิมะห่มคลุม ก็ต่อเมื่อลมที่เปลี่ยนทิศนั้นแหวกม่านหมอกออกจากกัน

ทิวเขารูเวนซอรี

ทิวเขารูเวนซอรี

เฮนรี มอร์ตัน สแตนลีย์ นักสำรวจ ผู้พบ ดร. ลิฟวิงสตัน ได้มาถึงเทือกเขาดังกล่าว (ซึ่งไม่เคยมีชาวยุโรปคนใดบันทึกไว้) เมื่อปี ค.ศ. 1888 เขาเล่าว่ายอดเขาถูกเมฆทะมึนบดบังเป็นเวลา 300 วันในหนึ่งปี แต่เมื่อเมฆเคลื่อนตัว ก็เห็นภาพที่น่าประทับใจอย่างยิ่ง เขาเขียนว่า “ยอดแล้วยอดเล่าได้โผล่พ้นเมฆมืดดำ จนในที่สุดเทือกเขาที่มีหิมะปกคลุม ดูยิ่งใหญ่และงดงามนี้…ก็ตรึงตาตรึงใจพวกเราทุกคน”

ทิวเขารูเวนซอรี

ทิวเขารูเวนซอรี

รูเวนซอรีหมายถึงผู้บันดาลฝน” เป็นชื่อภาษาบันตู ซึ่งสแตนลีย์ตั้งให้แก่เทือกเขาหิมะอันบรรเจิดที่อยู่เหนือเส้นศูนย์สูตรไม่ถึง 48 กม.แห่งนี้ เทือกเขาที่มีโขดหินชันนี้ทอดตัวไปตามชายแดนของยูกันดาและคองโก (ซาอีร์) เป็นระยะทางราว 96 กม. ณ ใจกลางของเทือกเขาสูงนี้มีภูเขาตั้งตระหง่านห้าหกลูกที่สูงเสียดฟ้าและมีธารน้ำแข็งเคลื่อนที่ตัวอย่างช้าๆลงไปยังหุบเขา มาร์เกริตาซึ่งเป็นยอดหนึ่งของภูเขาสแตนลีย์นั้น สูงถึง 5,110 ม.

ทิวเขารูเวนซอรี

ทิวเขารูเวนซอรี

ลุยจี ดี ซาโวอีอา ดุ๊กแห่งอาบรุซซีชาวอิตาลี เป็นคนแรกที่ปีนป่าย ทำแผนที่ และถ่ายภาพเทือกเขานี้ไว้เมื่อปี ค.ศ. 1906 แต่เป็นที่เชื่อกันอย่างเลือนรางมาตั้งแต่โบราณกาลว่ามีเทือกเขานี้อยู่ เมื่อกว่า 2,000 ปีมาแล้ว นักภูมิศาสตร์ชาวกรีกเคยกล่าวถึงเทือกเขาลึกลับ ซึ่งป้อนหิมะและกระแสน้ำเชี่ยวไปหล่อเลี้ยงต้นน้ำของแม่น้ำไนล์ อริสโตเติลเคยพูดถึง “ภูเขาสีเงิน” ในแอฟริกากลางเมื่อศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสตกาล และ ปโตเลมีก็เรียกเทือกเขานี้ว่า “ทิวเขาดวงจันทร์” เชื่อกันว่าเทือกเขาของปโตเลมีก็คือ รูเวนซอรีในปัจจุบัน

หินผาที่เปล่งประกาย

rwenzori

ทิวทัศน์แห่งแอฟริกา พืชพรรณยืนหยัดอยู่บนลาดเขาสูงทางตะวันออกเฉียงเหนือของภูเขาสแตนลีย์ รอบๆทะเลสาบไอรีน หิมะอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ช่อใบอ่อนของกราวนด์เซลยักษ์ไม่หุบลง

เมื่อหมอกจาง เหล่ายอดเขาก็ดูจะเปล่งประกายประหลาดซึ่งไม่ได้เกิดจากหิมะอย่างเดียว แต่มาจากหินด้วย เพราะหินแกรนิตเบื้องล่างนั้นมีหินไมกาชิสต์ฉาบอยู่ หินนี้มีเนื้อหยาบ ถูกแปรสภาพด้วยความร้อนและแรงกดอัดจากการเคลื่อนไหวอันทรงพลังของโลก รูเวนซอรีต่างจากคิลิมานจาโรและภูเขาเคนยา คือมิได้ก่อตัวจากพลังของภูเขาไฟ แต่เป็นแผ่นดินผืนมหึมาที่ถูกดันขึ้นสูงและเทเอียงในปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเกือบ 10 ล้านปีก่อน ซึ่งนับว่าไม่นานในทางธรณีวิทยาความที่มันมีอายุน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับเขาลูกอื่นมีส่วนทำให้หน้าตัดของภูเขาเหล่านี้มีลักษณะแหลมคม

 lake on  rwenzori

ฝนและธารน้ำแข็งที่ไหลออกมาจากรูเวนซอรีได้ก่อให้เกิดทะเลสาบอันสงบหลายแห่ง มีป่าเขียวขจีชุ่มชื้นล้อมรอบ และต้นกล้วยขึ้นรกท่ามกลางเฟิร์นและไม้เลื้อยที่เกาะตามต้น

ภาพอัศจรรย์ที่สุดในรูเวนซอรีน่าจะได้แก่ พืชพรรณพิสดารซึ่งทำให้เกิดภูมิทัศน์ที่ลึกลับน่ากลัวและไม่น่าจะมีอยู่จริงบนลาดเขา

ลมฟ้าอากาศมีบทบาทสำคัญในการสร้างฉากดังกล่าว เมฆที่รูเวนซอรีเคลื่อนต่ำลงมาราว 2,700 ม. ก่อให้เกิดภูมิอากาศชื้นเป็นพิเศษ และในเดือนพฤศจิกายนซึ่งมีฝนชุกที่สุดนั้นมีปริมาณฝนมากถึง 510 มม.

หมอกที่มีอยู่ตลอดเวลาช่วยรักษาบรรยากาศให้ชุ่มชื้นและหล่อเลี้ยงพืชพรรณให้เติบโตหนาแน่นพืชต่างๆ มีขนาดมหึมาท่ามกลางกลิ่นอับชื้นของเห็ดรา มอสเนื้อหยุ่น และน้ำที่หยดลงมาไม่ขาดระยะ ต้นโลเบเลียก็น่าพิศวงและมีหลายชนิด เช่น Lobelia wollastonii และ L.bequaertii ที่เกี่ยวดองกับต้นโลเบเลียสวน มีขนาดสูงเป็นสามเท่าของคน ส่วนต้นกรานด์เซล (Senecio) สูงเท่าเสาโทรศัพท์ และไม้เฮเธอร์ชนิดต่างๆ ก็พุ่งสูงถึง 12 ม.

พืชที่น่าทึ่งเหล่านี้เติบโตอยู่เหนือแนวเขตป่าไม้ขึ้นไป และการที่ไม่ต้องแก่งแย่งกับไม้ยืนต้นแท้ๆ ก็ช่วยให้พืชพวกนี้มีขนาดน่าอัศจรรย์มาก อีกปัจจัยคือดินกรดที่อุดมด้วยขุยอินทรีย์ก็ช่วยบำรุงไส้เดือนจนมีลำตัวยาวเท่าแขนคน

ด้วยความพิสดารเช่นนี้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ความเชื่องมงายยังเป็นที่ยึดถือกันในดินแดนอันมีมนต์ขลังแถบศูนย์สูตรนี้ชาวบานันเดในถิ่นนี้เชื่อกันมานานว่า รูเวนซอรีเป็นที่สิงสถิตของภูตผี ซึ่งกลิ้งก้อนหอนใส่ผู้บุกรุกที่กล้าย่างกรายเข้าไปในอาณาบริเวณ เมื่อไม่นานมานี้เองนักธรรมชาติวิทยาผู้โค่นต้นโลเบเลียยักษ์ พบว่าไม่มีลูกหาบคนใดกล้าขนหรือแม้แต่แตะต้องช่อโลเบเลียเพราะกลัวตาย ชาวเผ่าในท้องถิ่นก็ไม่กล้าแตะต้องกิ้งก่าสามเขา (Cbameleo jobnstoni) ซึ่งเป็นสัตว์หายากและประหลาดที่สุดชนิดหนึ่งในป่า สัตว์เลื้อยคลานท่าทางมุ่งร้ายและมีเขายื่นจากหน้าผากสามเขานี้ เป็นสิ่งบอกลางร้ายที่พึงเลี่ยง

นกกินปลีสีเขียว

นกกินปลีสีเขียว (ตัวขนาดนกเดินดงสีดำ) ใช้จงอยปากโค้งยาวจิบน้ำหวาน

ยังมีภาพชีวิตสัตว์แบบอื่นๆอีก นกกินปลีใช้ปากที่โค้งลงจิบน้ำหวานจากต้นโลเบเลียใหญ่ลิงโคโลบัสสีดำขาวอยู่กันตามกิ่งไม้สูง กินใบไม้เป็นอาหารและไม่ค่อยลงมาที่พื้นดิน เสือดาวย่องหาเหยื่อจนเกือบถึงเขตที่มีหิมะปกคลุม สัตว์ที่แปลกที่สุดคือไฮแร็กซ์ต้นไม้ ซึ่งหน้าตาคล้ายกระต่ายแต่ส่งเสียงร้องเหมือนหนูตะเภา แต่ก็ไม่เกี่ยวดองกับสัตว์ทั้งสองชนิดเลย ไฮแร็กซ์มีเล็บคล้ายกีบแทนอุ้งเล็บ และเป็นญาติใกล้ชิดกับช้างมากที่สุด ช้างเองก็แวะมารูเวนวอรีบ่อยครั้ง แต่มักจะอยู่ตามตีนเขา มันเดินงุ่มง่ามผ่านกออ้อและปาปิรัสที่ขึ้นหนาตามอยู่ในบึงและที่ลุ่มชื้นแฉะดุจยามที่ตระเวนเฝ้าเขตแดนของอาณาจักรภูเขาอันพิลึกพิลั่นนี้

ส่งต่อเรื่องนี้ซิ !! เผื่อจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ของคุณ

แสดงความคิดเห็น Facebook

comments

Comments are closed.