Facebook Twitter Reset

สถานที่ท่องเที่ยวโมร็อกโก

Untitled-1

โกรกธารดาแดส

กระแสน้ำอันเชี่ยวกรากในฤดูหนาวแต่ละครั้ง ได้กัดเซาะช่องเขาแคบที่มีด้านข้างสูงชัน ตัดผ่านเทือกเขาไฮแอตลาสแห่งโมร็อกโก

แผ่นที่เทือกเขาไฮแลตลาส

แผ่นที่เทือกเขาไฮแลตลาส

ที่ซึ่งแม่น้ำดาแดสไหลลดเลี้ยวระหว่างยอดเขาอันน่าพรั่นพรึงแห่งเทือกเขาไฮแอตลาส คือโกรกธารแคบทอดยาวที่คดเคี้ยวไปตามหน้าผาสูงชันจนน่าเวียนหัวด้วยความสูงถึง 500 ม. (โกรกธารคือ หุบผาชันที่ลึก และแคบลักษณะคล้ายรูปตัววี) เมื่อตะวันขึ้นสูงและทอแสงลงมาจับผนังผาอันมืดมิด หินก็เปลี่ยนจากสีดำเป็นเขียวและแดงอ่อนแก่หลายระดับจนถึงสีเหลืองสดทั้งนี้ขึ้นอยู่กับฤดูกาลและช่วงเวลาของวัน

ราว 200 ล้านปีก่อน หินเหล่านี้ยังเป็นแนวปะการังอยู่ที่ก้นทะเล แต่ในช่วงสองสามล้านปีที่แล้ว การเคลื่อนไหวในเปลือกโลกก็ค่อยๆ ดันแนวปะการังเหล่านี้ให้สูงและทบทับกันจนก่อตัวเป็นเทือกเขา      ไฮแอตลาส ประวัติทางธรณีวิทยาของเทือกเขานี้ในปัจจุบันยังปรากฏอยู่ตามผนังของโกรกธารในรูปของหินทราย หินปูน และดินเหนียวที่ซ้อนกันอยู่เป็นชั้นๆ หลากสีสัน

โกรกธารดาแดส

โกรกธารดาแดส

พายุฤดูหนาวหลายพันฤดูได้กัดเซาะเส้นทางของแม่น้ำนี้ ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนจนถึงมกราคมหรือมีนาคม ฝนที่ตกอย่างไม่ลืมหูลืมตาจะกระหน่ำเทือกเขาไฮแอตลาส ทำให้แม่น้ำที่เคยไหลริน หรือที่มีพื้นท้องน้ำแห้งขอด แปรสภาพเป็นน้ำหลากเชี่ยวซึ่งจะลดระดับลงอีกครั้งภายในไม่กี่ชั่วโมง ในช่วงเวลาอันสั้นนี้ ฝนห่าใหญ่จะทำให้กระแสน้ำมีน้ำเพิ่มขึ้นเป็น 20 เท่า แม่น้ำเชี่ยวชั่วคราวเหล่านี้ในภาษาอาหรับเรียกว่า  วาดี (wadi) หรือ เวด (oued)

                ในช่วงที่น้ำเชี่ยวอย่างยิ่งนี้ เศษวัตถุที่ถูกพัดพาลงมาจากภูเขาสูงก็จะกระแทกหินเนื้ออ่อนที่ก้นแม่น้ำและเซาะพื้นท้องน้ำให้ลึกลงๆ ในดินแดนส่วนหนึ่งของหุบเขานี้ ก้อนหินได้ถูกกัดกร่อนจนกลายเป็นรูปทรงต่างๆ เช่น หน้าโต๊ะ พีระมิด และยอดแหลมขรุขระ อีกทั้งรูปทรงคล้ายคนประหลาดๆ ซึ่งในท้องถิ่นเรียกกันว่า “เขาร่องคน” (Hill of Human Bodies)

แม่น้ำดาแดส

แม่น้ำดาแดส

จากหิมะจรดผืนทรายเทือกเขาไฮแอตลาส

เทือกเขาไฮแอตลาส

เทือกเขาไฮแอตลาส

เทือกเขาไฮแอตลาสคือทิวเขาแอตลาสที่ต่อเนื่องเป็นพืดยาว 740 กม.และแบ่งโมร็อกโกเป็นสองส่วน แม่น้ำดาแดสผุดขึ้นในเทือกเขา ซึ่งยอดสูงสุดมีหิมะปกคลุม แล้วไหลลงทิศตะวะนตกเฉียงใต้เป็นระยะทาง 350 กม. ไปบรรจบกับแม่น้ำดราอาที่อัวเซเซท ซึ่งเป็นโอเอซิสและเคยเป็นเมืองปราการของฝรั่งเศสที่ชายขอบด้านเหนือของทะเลทรายสะฮาราอันไพศาล

ถัดลงมา แม่น้ำไหลผ่านดงปาล์มและอัลมอนด์อีกทั้งทุ่งที่แบ่งเป็นแปลงๆ ด้วยพุ่มกุหลาบ ซึ่งปลูกไว้ทำน้ำกุหลาบกลิ่นหอม ชาวไร่ปลูกมะเดื่อในฤดูร้อน ส่วนฤดูใบไม้ร่วงก็เก็บผลตากไว้บนหลังคา เตรียมไว้ขายที่ซูก (souk คือตลาด)

เทือกเขาไฮแอตลาส

เทือกเขาไฮแอตลาส

โกรกธารดาแดสอยู่ห่างจากเมืองบูแมลน์ที่มีตลาดนัดขึ้นไปทางต้นน้ำ 24 กม. ระหว่างเมืองนี้กับโกรกธารเป็นฝั่งแม่น้ำที่มี คาสบาห์ (kasbab คือป้อมบังคับการ)และ คเซาร์ (ksour คือหมู่บ้านปราการ) เก่าแก่เรียงรายอยู่ และมีไร่นาที่มีดินสีแดงอุดมใต้ร่มเงาต้นวอลนัตและอัลมอนด์ “เขาร่องคน” อยู่ห่างจากบูแมลน์ราว 15 กม. ในขณะที่โกรกธารแคบเข้า ถนนก็จะเลียบเรี่ยระดับน้ำ มีผนังผาสูงชันช่วยบังให้พ้นจากแสงแดดที่แผดเผา

ถนนนี้มีสะพานแห่งหนึ่งที่หมู่บ้านเอ็ททูดีนาร์ถัดจากนั้นเป็นโกรกธารช่วงที่แคบที่สุดและน่าชมที่สุด มีการงกรวดทอดขึ้นไปจนถึงมซึมมาเรียอันเป็นเมืองเล็กๆ เลยเมืองนี้ไป การเดินทางยิ่งยากลำบากเพราะที่ตั้งประจันอยู่อีกฝั่งแม่น้ำก็คือทิวเขาแอตลาสนั่นเอง

โกรกธารทูดระ

ทางตะวันออกเฉียงเหนือของโกรกธารดาแดสคือโกรกธารทูดระ มีถนนจากติเนอร์ฮีร์เลียบแม่น้ำทูดระสีใสไปสู่โกรกธารนี้ ตามทางมีตันอินทผลัมสูงทอดเงาบังต้นองุ่น มะกอก วอลนัตและทับทิม ตอนใดที่หุบเขานี้แคบเข้าจนเป็นโกรกธาร หน้าผาชันก็จะพุ่งสูงถึง 300 ม. และตรงจุดที่แคบที่สุดนั้นช่องเขาแคบก็กว้างไม่ถึง 9 ม. นกนางแอ่นผาแอฟริกาบินวนรอบโพรงรังในหิน ส่วนนกอินทรีแถบปีกดำอันองอาจบินผงาดอยู่สูงขึ้นไป

โกรกธารทูดระ

โกรกธารทูดระ

ใกล้โกรกธารนี้มีน้ำพุใส ซึ่งชาวเบอร์เบอร์ในแถบนี้ถือกันว่ามีคุณวิเศษ คือเชื่อว่าถ้าหญิงเป็นหมัน ลุยน้ำข้ามไปในขณะเอ่ยนามพระอัลเลาะห์ก็จะให้กำเนิดบุตรได้ ถนนสายยนีค่อยๆ หายไปเมื่อถึงโกรกธาร-ทูดระ แต่รถบรรทุกและรถขับเคลื่อนสี่ล้อก็อาจวิ่งโคลงเคลงต่อไปได้จนถึงใจกลางของเทือกเขาไฮแอตลาส

จากหมู่บ้านตัมตาตุช ทางเหนือของโกรกธารเราสามารถขับรถไปทางตะวันตกบนถนนวิบากผ่านภูเขาไปเมืองซึมมาเรีย เหนือโกรกธารดาแดสได้ และจากที่นั่นก็ลงใต้ไปบูแมลน์ ถัดหุบเขาดาแดสลงไป เป็นการเดินทางผ่านทิวทัศน์บางแห่งที่น่าชมที่สุดของแอฟริกาเหนือ

คนภูเขา

ชาวเบอร์เบอร์ใช้ชีวิตแบบพวกเลี้ยงแกะเร่ร่อนในแถบนี้มานานหลายศตวรรษก่อนชาวอาหรับจะเข้ามา เชื่อกันว่าพวกนี้สืบเชื้อสายของผู้รุกรานจากเอเชียตะวันตกที่กระจายอยู่ทั่วแอฟริกาเหนือ ชาวเบอร์เบอร์มาถึงโมร็อกโกหลังศตวรรษที่ 10 ก่อนคริสตกาลเล็กน้อย และเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามเมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 8 คนเหล่านี้คงอยู่กันตามภูเขา สร้างที่มั่นบนที่สูง ซึ่งแม้จะอยู่ในสภาพที่ยากลำบาก แต่พวกเขาก็เป็นอิสระที่จะใช้ชีวิตตามวิถีของตนเอง ห่างไกลจากความบันเทิงเริงใจในเมือง

ชาวเบอร์เบอร์

ชาวเบอร์เบอร์

พวกเขายกย่องให้คุณค่าสูงสุดต่อความกล้าหาญในการรบ ชายชาวเบอร์เบอร์ผู้ต้องสงสัยว่าเป็นคนขลาดจะถูกบังคับให้สวมหมวกแนบหัวและกินอาหารทีหลังบรรดาผู้หญิง พวกนี้ถือกฎน้ำใจไมตรีอย่างเคร่งครัด เมื่อชาวเบอร์เบอร์สองคนแบ่งขนมปังกันกินแล้ว ทั้งคู่จะช่วยปกป้องกันและกันจนวันตายวอลเตอร์ แอร์ริส นักเดินทางชาวอังกฤษ ได้เขียนไว้เมื่อทศวรรษ 1920 พรรณนาถึงชีวิตในหมู่บ้านเบอร์เบอร์ว่าเป็น “ชีวิตที่มีการปะทะขัดแย้งและความเศร้าหมอง…ทุกครอบครัวมีปมพยาบาทระหว่างสายเลือด” ถึงกระนั้นก็มีความรื่นรมย์อยู่ด้วย มีงานแลองเช่นในเทศกาลเก็บเกี่ยว และยังมีบทเพลงกับนิยายาจากคีตกวีสัญจร

มีการรักษาแผลด้วยวิธีแปลกๆ โดยจีบหนังเข้าหากัน แล้ววางมดแงเป็นๆไว้ข้างๆ เมื่อมดใช้เขี้ยว (ซึ่งก็คือขากรรไกร) งับหนังก็จะถูกตัดหัวทันที ทิ้งเขี้ยวไว้เป็นตัวหนีบ ซึ่งจะหลุดออกมาเมื่อแผลหายดีแล้ว

ทั้งในอดีตและปัจจุบัน หญิงชาวเบอร์เบอร์วางตัวได้อิสระกว่าหญิงชาวอาหรับ หญิงชาวเขาไปไหนก็ได้โดยไม่คลุมหน้า และมักแต่งงานด้วยความรัก อีกทั้งเป็นฝ่ายวิ่งเต้นในเรื่องการแต่งงาน บนไหล่เขานอกเมืองอิมิลชิลทางเหนือของทินินเรียนั้นมี มูสเซม (moussem) หรืองานรื่นเริง สาวรุ่นอายุ 14 หรือ 15 ซึ่งแต่งหน้าจัดและประดับเครื่องเงินดังกรุ๋งกริ๋ง จะเข้าไปหาชายที่หมายไว้เป็นสามีและต่อรองค่าสินสอดเจ้าสาว ถ้าตกลงกันได้ พ่อแม่ก็จะแต่งงานไห้

ส่งต่อเรื่องนี้ซิ !! เผื่อจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ของคุณ

แสดงความคิดเห็น Facebook

comments

Comments are closed.