Facebook Twitter Reset

มงโอซูร์ซ ณ เทือกเขาดราเคนสเบิร์ก

Untitled-1

มงโอซูร์ซ หน้าผาสูงสง่า งดงามด้วยสายน้ำตกน้อยใหญ่ตั้งตระหง่านเป็นขอบของที่ราบสูงในเทือกเขาดราเคนสเบิร์กของแอฟริกาใต้

ที่ตอนปลายด้านเหนือของเทือกเขาดราเคนสเบิร์กในแอฟริกาใต้นั้น มีกำแพงโค้งด้านหนึ่งของน้าผาสูงชันทะยานขึ้นสู่ฟ้าเหนือที่ราบซึ่งปกคลุมด้วยหญ้า กำแพงสูงรูปครึ่งวงกลม หรือที่เรียกกันว่า “อัฒจันทร์” (The Amphitheatre) นี้ ก่อรูปเป็นขอบสูงชันของมงโอซูร์ซ ที่ราบสูงขึ้นแฉะและเต็มไปด้วยหมอกมียอดสูงสุดกว่า 3,200 ม.

น้ำพุใสเหมือนแก้วเจียรระไนผุดขึ้นบนมงโอซูร์ซแม่น้ำตูเกลาเริ่มต้นที่นี่ โดยไหลรี่ผ่านพื้นลาดน้อยๆแล้วโจนข้ามขอบอัฒจันทร์เป็นน้ำตก และหลั่นน้ำตกอันงดงามหลายสาย รวมระยะทางที่ตกลงมา 948 ม. นับเป็นน้ำตกที่สูงที่สุดเป็นอันดับสองของโลก

มงโอซูร์ซ

มงโอซูร์ซ

น้ำพุเหล่านี้เองจูงใจให้มิชชันนารีฝรั่งเศสสองคนตั้งสมญาภูเขาว่า มงโอซูร์ซ หรือ“ภูเขาแห่งน้ำพุ” ในขณะที่ชาวโซโธเรียกที่นี่ว่า โฟฟัง (Phofung) หรือถิ่นของอีลันด์ ซึ่งเป็นแอนทิโลปชนิดหนึ่งที่อาศัยอยู่ในบริเวณนี้ มิชชันนารีทั้งสองผู้มาสำรวจที่ราบสูงนี้เมื่อ ค.ศ. 1836 นั้น สังเกตเห็นว่าที่นี่เป็นแหล่งกำเนิดของแม่น้ำใหญ่หลายสาย บ้างไหลสู่มหาสมุทรแอตแลนติกและบ้างก็ไหลสู่มหาสมุทรอินเดีย ระหว่างการเดินทางมายังภูเขานี้ พวกเขาได้บันทึกไว้ว่า คนนำทางได้ฆ่าอีลันด์ตัวหนึ่ง ซึ่งถูก “ย่างกินอย่างเร่งรีบ” โดยคณะที่หิวโหยและอิดโรยจาการเดินทาง

หินโผล่ขนาดใหญ่สองก้อนตั้งอยู่ริมที่ราบสูง มีหินเซนติเนลรูปเขี้ยวตรงปลายด้านหนึ่งของกำแพงอัฒจันทร์ ซึ่งยาว 4 กม. ส่วนที่ปลายอีกด้านคือ “โขดหินตะวันออก” (The Eastern Buttress) แท่นหินนี้ตั้งทะมึนสงบนิ่งอยู่เหนือหุบเขามรกตเบื้องล่าง แม้จะดูน่าพรั่นพรึงตอนคืน แต่บรรยากาศของอัฒจันทร์นี้ก็เปลี่ยนไปทันทีเมื่อตะวันขึ้น และสาดแสงสีทองต้องปราการอันสูงลิ่ว

สำหรับผู้ที่เคยไต่ขึ้นมงโอซูร์ซนั้น สถานที่นี้น่าหลงใหล แม้จะดูเปล่าเปลี่ยว เมื่อมองจากยอดสูงสุดจะเห็นภาพงามล้ำของยอดเขาใหญ่อื่นๆตามขอบด้านตะวันออกอันสูงชันของดราเคนสเบิร์ก

ดราเคนสเบิร์ก

ดราเคนสเบิร์ก

ดราเคนสเบิร์ก หรือ “ภูเขามังกร” ได้ชื่อนี้จากนิทานของบุชแมนเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องมังกรพ่นไฟซึ่งเคยอาศัยอยู่ที่นี่ เทือกเขานี้คือผลจากการปะทุของภูเขาไฟเมื่อ 150 ล้านปีก่อน ลาวาละลายได้ไหลลามออกจากรอยแตกในเปลือกโลกแล้วเย็นตัวลง จากนั้นก็ถูกคลุมด้วยลาวาที่ไหลลามออกมาอีกหลายครั้ง เมื่อการปะทุสิ้นสุดลงผืนลาวาแข็งซึ่งบางแห่งนาถึง 1,500 ม. ก็แผ่คลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของแอฟริกาตอนใต้ ตั้งแต่นั้นมา น้ำและลมก็กัดกร่อนทิวเขาจนเป็นหุบเขาและโกรกธาร อีกทั้งก่อให้เกิดแท่งหินสูงและโขดหินตามลาดเขาที่ตั้งเด่นตัดเส้นขอบฟ้า

เส้นร้องดังกึกก้องลอยข้ามช่องเขาแคบและโกรกธารของดราเคนสเบิร์กเป็นครั้งคราว เพราะบริเวณดังกล่าวคือถิ่นอาศัยของลิงบาบูนแชกมา ซึ่งมีลักษณะคล้ายคน เสียงร้องวาฮูของพวกมันเป็นสัญญาณเตือนลิงตัวอื่นๆในฝูงซึ่งมีตั้งแต่ 15 ถึง 100 ตัว ให้ไหวทันอันตราย ฝูงลิงมีปฏิกิริยาทันทีด้วยการรีบขึ้นที่สูงโดยให้ตัวเมียและลูกๆนำหน้า พลางส่งเสียงร้องข่มขวัญพร้อมกัน ถึงกระนั้นเมื่อเผชิญกับเสือดาว ซึ่งเป้นศัตรูตัวสำคัญ พวกมันอาจโจมตีอย่างรุนแรงฉับพลัน โดยระดมกันขว้างปาก้อนหินและดาหน้าเข้าหาสัตว์ผู้รุนราน พลางกรีดร้องอย่างบ้าคลั่งจนเสือดาวล่าถอยไป

เทือกเขาดราเคนสเบิร์ก

เทือกเขาดราเคนสเบิร์ก

พวกชาวบัวร์ (คนเชื้อสายดัตช์ที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในแอฟริกา) กลุ่มที่เรียกว่า ฟัวร์เทรกเกอร์ (ผู้เดินทางไปข้างหน้า) ได้ดิ้นรนลงมาตามสันของดราเคนสเบิร์กใกล้กับมงโอซูร์ซ

ในปี 1837 เพื่อนีการปกครองของอังกฤษและต้องการหาดินแดนว่างเปล่าที่สามารถตั้งรัฐของชาวแอฟริกาใต้ผิวขาวที่มีศาสนา ภาษา และวิถีชีวิตของพวกเขาเอง

ระหว่างปี 1836-1838 พวกฟัวร์เทรกเกอร์ราว 10,000 คนออกจากฟาร์มของตนและมุ่งหน้าขึ้นเหนือไปกับเกรียนประทุยาวราว 4.5 ม. หีบเก็บของตรงด้านหน้าใช้เป็นที่นั่งขับและเก็บของต่างๆ รวมทั้งพระคัมภีร์ไบเบิลของครอบครัว พวกที่มุ่งไปนาตัลต้องเผชิญกับทางลงอันลาดชันจากที่ราบสูงดราเคนสเบิร์ก พวกเขาจึงใช้ต้นใส่แทนล้อลัง เพื่อชะลอความเร็วของเกวียนขาลง จากนั้นคนขับก็เดินตามหลัง พลางดึงสายหนังไว้เพื่อผ่อนน้ำหนักเกวียน

เพียงไม่กี่เดือนต่อมา พวกซูลูได้โจมตีเกวียนที่กระจายกันอยู่ ฆ่าพวกฟัวร์เทรกเกอร์กลุ่มดังกล่าวกับคนใช้ตายไป 500 คนผู้เห็นเหตุการณ์ผู้หนึ่งได้เขียนเล่าถึง “ผู้คนเนื้อตัวเปื้อนเลือดกำลังร้องไห้อยู่ข้างเกวียนที่ถูกปล้น” หลังการโจมตีครั้งนั้น พวกฟัวร์เทรกเกอร์ได้ตั้งค่ายพักที่ล้อมรอบด้วยกองเกวียนล่ามชิดกันเพื่อเป็นกำแพงป้องกัน โดยมีฝูงปศุสัตว์อยู่ในวงล้อมการสู้รบกับพวกซูลูเกิดขึ้นอีกหลายครั้ง ก่อนที่พวกฟัวร์ เทรกเกอร์จะตั้งถิ่นฐาน ทำฟาร์มในดินแดนใหม่ ที่มีหน้าผาสูงชันและยอดเขาของดราเคนสเบิร์กเป็นฉากหลังอันน่าตื่นตา

ส่งต่อเรื่องนี้ซิ !! เผื่อจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ของคุณ

แสดงความคิดเห็น Facebook

comments

Comments are closed.