Facebook Twitter Reset

เทือกเขาอาฮักการ์แห่งแอลจีเรีย

Untitled-1

ลึกเข้าไปในทะเลทรายสะฮาราคือดินแดนที่มีภูมิทัศน์ ตำนาน และผู้คนที่อาจเป็นส่วนหนึ่งของนิทาน “อาหรับราตรี” อันเลื่องลือ

ในสะฮาราไม่มีเส้นขอบฟ้า อย่างน้อยในขณะที่ดวงตะวันขึ้นสูง มีเพียงแนวเลือนพร่าขาวซึ่งบอกไม่ได้ว่าอยู่ใกล้หรือไกล แต่เมื่อขับรถจากโอเอซิสแห่งอินซาลาห์ลงใต้ไปยังใจกลางของทะเลทรายอันยิ่งใหญ่ แนวนี้ก็จะค่อยๆ หนาทึบขึ้นจนดูมืดแผ่ไกลออกไปทั้งสองข้าง

แผ่นที่เทือกเขาอาฮักการ์

แผ่นที่เทือกเขาอาฮักการ์

แนวทึบนี้จะชัดขึ้นทีละน้อยจนเห็นเป็นหน้าผาสูงชันตระหง่านเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด นี่คือปราการชั้นนอกสุดของมวลเขาสูงอาฮักการ์แห่งแอลจีเรีย อาฮักการ์ซึ่งเป็นสิ่งมหัศจรรย์อย่างยิ่งในบรรดาสิ่งมหัศจรรย์ทั้งหลายของแอฟริกานี้ เป็น “เกาะ” (ขนาดใหญ่พอๆ กับฝรั่งเศสทั้งประเทศ) ที่ตั้งอยู่ในท้องทะเลทรายสะฮารา มีหน้าผาสูงชันยื่นออกมาสามด้านเป็นการบอกเขตแดน ส่วนด้านตะวันตกนั้น เกาะนี้ลาดแผ่เข้าไปในตาเนซรูฟต์ หรือ “ดินแดนแห่งความกระหาย” ซึ่งในสมัยก่อนนักเดินทางผู้ถูกกองคาราวานทิ้งไว้ ได้แต่รอความตายสถานเดียว

เทือกเขาอาฮักการ์

เทือกเขาอาฮักการ์

แม้จะรู้จักกันว่าเป็นเทือกเขา แต่อาฮักการ์หรืออีกชื่อคือฮอกการ์ กลับเป็นที่ราบสูงมีเนื้อเป็นหินแกรนิตส่วนใหญ่ ตรงใจกลางอาฮักการ์ในภูมิภาคที่เรียกว่าอาตากอร์นี้ กระแสลาวาได้ปกคลุมหินแกรนิตไว้ด้วยหินบะซอลต์หนาราว 180 ม. ซึ่งแตกระแหงเหมือนผิวพื้นของกองกากแร่หลอม

ที่พุ่งทะลุที่ราบสูงไปถึงเกือบ 3,000 ม. นั้น คือแนวหินชะลูดแปลกๆ ประกออบด้วยโฟโนไลต์หรือหินภูเขาไฟอีกชนิด ในขณะที่เย็นตัวลง หินดังกล่าวก็แตกออกเป็นแท่งเหลี่ยมยาว ลักษณะทั่วไปคล้ายท่อออร์แกน แม้ที่จริงจะคล้ายหน่อไม้ฝรั่งมัดใหญ่วางตั้งอยู่มากกว่า ในบริเวณแห่งหนึ่งซึ่งมีพื้นที่ราว 777 ตร.กม. ในอาตากอร์นั้น มีหินค้ำเหล่านี้อยู่กว่า 300 แท่ง ช่วยแต่งเติมรูปทรงอันไม่คาดฝันแก่ภูมิทัศน์ที่เหนือจินตนาการอย่างเห็นได้ชัดอยู่แล้ว ชาวทัวเรกผู้เร่ร่อนและเกี่ยวข้องกับอาฮักการ์มาอย่างน้อย 2,000 ปี เรียกที่นี่ว่า อัสเซเครม หรือ “สุดมุมโลก” (The End of the World)

เทือกเขาอาฮักการ์

เทือกเขาอาฮักการ์

ในท่ามกลางภูเขาเหล่านี้ไม่มีพืชพรรณใดๆ เลย และทั่วทั้งมวลเขาสูงอาฮักการ์ก็มีพืชพรรณขึ้นประปราย ฝนตกนานๆ ครั้งและเป็นช่วงสั้นๆ ถึงกระนั้นก็มีน้ำขังอยู่เป็นแห่งๆในแอ่งของหุบผาชันที่ทำให้น้ำระเหยช้า จึงเอื้อต่อการเติบโตของพืชสีเขียวต้นเล็กๆ และทำให้ก้นหุบผาดูเย็นฉ่ำแอ่งเหล่านี้แม้มีน้อยแห่ง แต่ก็สำคัญมากสำหรับฝูงสัตว์เลี้ยงของชาวทัวเรก

ชาวทัวเรก

ชาวทัวเรก

ชนคลุมหน้า

 ชาวทัวเรกแห่งอาฮักการ์เป็นชนที่น่าทึ่ง ผู้ชายมีรูปร่างสูง ผิวขาว และคลุมหน้ามาตั้งแต่รุ่นหนุ่ม บางคนเชื่อว่าเพื่อป้องกันผีร้ายเข้าปาก ชนพวกนี้พกดาบยาวกับมีดสั้น และถือโล่ทำจากหนังแอนทิโลปสีขาว ผู้เชี่ยวชาญบางคนเชื่อว่า ชนพวกนี้สืบเชื้อสายมาจากเหล่าคนขับรถม้าศึกลึกลับที่เคลื่อนย้ายลงมาจากลิเบียเมื่อประมาณ 1,000 ปีก่อนคริสตกาล และมีผู้วาดเป็นภาพไว้บนหินในทัสซิลี

ชื่อ “ทัวเรก” เป็นคำอาหรับ หมายถึง “ผู้ที่พระเจ้าทอดทิ้ง” เพราะคนเหล่านี้เปลี่ยนมาถือศาสนาอิสลามทีหลัง และยังทำตัวแตกต่างจากความเชื่ออย่างเคร่งครัดของชาวมุสลิม พวกผู้หญิงไม่คลุมหน้า และมีอำนาจในครอบครัว อีกทั้งชาวทัวเรกมักมีภรรยาคนเดียว

ชาวทัวเรก

ชาวทัวเรก

จนกระทั่งปลายศตวรรษที่ 19 ชาวทัวเรกในอาฮักการ์ได้ครอบครองดินแดนส่วนใหญ่ของทะเลทรายตั้งแต่เมืองโอเอซิสแห่งทามานรัสเซตและอินซาลาห์ ซึ่งพวกเขาค้าขายงาช้าง ทองคำและทาส โดยมีรายได้เสริมด้วยเงินค่าคุ้มครองจากกองคาราวานที่ผ่านไปมา

ใน ค.ศ. 1881 เมื่อทราบว่าวิถีชิวิตเหล่านี้ของพวกเขาถูกคุกคามด้วยแผนการของฝรั่งเศสที่จะสร้างทางรถไฟข้ามสะฮารา ชาวทัวเรกก็ตอบโต้โดยการสังหารคนเกือบทั้งหมดในคณะที่ถูกส่งมาสำรวจเส้นทาง แม้คณะนักสำรวจจะใช้วิธีจัดการที่ผิดพลาดประกอบกับมีผู้นำที่เลวและชนเผ่ามีเพียงอาวุธโบราณ แต่การโจมตีอย่างมีพลังและท่าทางอันดุร้ายของชาวทัวเรก ทำให้พวกเขาได้ชื่อว่าเป็นชนเผ่าที่ไม่มีใครพิชิตได้ในทรรศนะของชาวฝรั่งเศส

ชาวทัวเรกมีอิทธิพลลึกซึ้งต่อชาวฝรั่งเศสซึ่งแต่งตำนานเล่าขานกันสารพัดโดยที่ชาวทัวเรกไม่เคยได้ยินเลย ตำนานที่เชื่อกันเป็นตุเป็นตะนั้น ปีแอร์ เบอนัวต์นำมาเขียนเป้นนวนิยายให้ชื่อว่า ลัตลองตีด (L’Atlantide) เมื่อปี ค.ศ. 1919  เล่าถึงอองตีเนอา นางพญาผู้เลอโฉมแห่งแอตแลนติส ซึ่งประทับอยู่ในปราสาทที่เทือกเขาอาฮักการ์ และล่อลวงนายทหารหนุ่มฝรั่งเศสให้หลงใหลแล้วสังหารเสียสิ้น ต่อมาในปี ค.ศ. 1925 เมื่อนักโบราณคดีประกาศว่าได้พบโครงกระดูกของหญิงผู้ถูกฝังพร้อมด้วยเครื่องยศอย่างกษัตริย์ หนังสือพิมพ์ยอดนิยมก็พากันประโคมข่าวทันทีว่าหญิงนี้คืออองตีเนอา

ดังนั้นจึงเกิดการตื่นเต้นกันใหญ่ นายทหารฝรั่งเศสได้รีบค้นเทือกเขาดังกล่าวเพื่อหาหลักฐานเพิ่มเติม แม้แต่อองรี โลต นักสำรวจผู้ยิ่งใหญ่ ก็ไม่รอดพ้นจากอิทธิพลของตำนานนี้ เมื่อเขาพบภาพเขียนบนหินในถ้ำที่ห่างไกล เป็นรูปหญิงหน้าอกทาสีขาวในปี ค.ศ. 1928 เขาก็ประกาศว่านางคืออองตีเนอา หญิงร้ายเจ้าเสน่ห์แห่งอาฮักการ์ ดินแดนที่ลืมไม่ลง

พระในทะเลทราย

เมื่อชาร์ลส์ เดอ ฟูโกลด์ เศรษฐีหนุ่มชาวฝรั่งเศส ไปเยือนสะฮาราในปี ค.ศ. 1883 เขาเกิดหลงรักทะเลทรายและผู้คนที่นั่น จึงสละทรัพย์สินและตำแหน่งที่มีอยู่ แล้วบวชเป็นพระ และสร้างศาสนสถานขึ้นที่เมืองทามานรัสเซตในปีค.ศ. 1902

เดอร์ ฟูโกลด์

เดอร์ ฟูโกลด์

ณ นั่น ในภาวะแร้นแค้นอย่างหนัก เขาได้อุทิศชีวิตเพื่อชาวทัวเรกโดยเป็นทั้งหมอ ผู้เป็นที่พึ่ง และเพื่อน เขาค้นหาความสงบจากความเปล่าเปลี่ยวของทะเลทรายและภูเขา โดยเฉพาะในท่ามกลางผาสูงแห่งอัสเซเครม ซึ่งเขาได้สร้างที่พำนักอันวิเวกขึ้น

เดอ ฟูโกลด์ถูกฆ่า (คงโดยไม่เจตนา) ขณะเกิดการแข็งข้อเพราะชาวตุรกียุยงที่เมืองทามานรัสเซตเมื่อปี ค.ศ. 1916 ผู้มาเยือนที่พักของเขาจะปีนขึ้นไปบนผาสูงก่อนรุ่งเพื่อชมยอดเขาเปลี่ยนสีจากม่วงเป็นกุหลาบอ่อนในขณะที่ตะวันไต่ฟ้าขึ้นเหนือขอบทะเลทราย

มิตรแท้ เดอ ฟูโกลด์ไม่ได้โน้มน้าวให้ชาวทัวเรกเข้ารีตแต่ความเมตตาการุณย์ของเขายังคงเป็นที่จดจำรำลึกของชาวทัวเรก

ส่งต่อเรื่องนี้ซิ !! เผื่อจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ของคุณ

แสดงความคิดเห็น Facebook

comments

Comments are closed.