Facebook Twitter Reset

ภูเขาไฟโอลโดอินโยเลงไกที่แทนซาเนีย

Untitled-1

ภูเขาไฟที่ส่งเสียงดังกึกก้องในหุบเขาทรุดเกรตริฟต์แวลลีย์ของแอฟริกานั้น เป็นที่รู้จักกันในหมู่ชาวมาซายว่าเป็น “ภูเขาแห่งพระเป็นเจ้า

แผ่นที่ภูเขาไฟโอลโดอินโยเลงไก

แผ่นที่ภูเขาไฟโอลโดอินโยเลงไก

 

ท่ามกลางเขตที่สูงหุบภูเขาไฟ (เครเตอร์ไฮแลนด์ส) อันคลุ้งฝุ่นและร้อนระอุของแทนซาเนียตอนเหนือในภูมิภาคที่มีน้ำพุร้อนโปรยปรานและไอกำมะถันที่พุ่งสูงเป็นลำนั้น มีภูเขาสีเทาที่เรียกันว่า โอลโดอินโยเลงโก ชื่อในภาษามาซาย หมายถึง “ภูเขาแห่งพระเป็นเจ้า

แทบไม่มีอะไรมาช่วยบรรเทาความเปล่าเปลี่ยวของทิวทัศน์โดยรอบได้นอกจากพืชมีหนามลักษณะคล้ายร่มหงิกงอและต้นเบาแบ็บแคระพายุฝุ่นหมุนวนเหนือหน้าดินที่แตกระแหง และหญ้าที่ขึ้นหร็อมแหร็ม ก็กลายเป็นฟางในอากาศแห้งแล้ง

ภูเขาไฟ ol donyo lengai

เถ้าธุลีสีขาวอมเทาวาว ปรากฏชัดตัดกับสีดำเป็นมันของลาวาที่ไหลลาม

แม้จะเป็นภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่นอยู่ แต่ภาพของโอลโดอินโยเลงโก (ol donyo lengai)ก็ไม่น่าดูนัก เพราะมันสูงเพียง 2,856 ม. ซ้ำไม่ไกลออกไปก็มีภูเขาสูงสง่าหลายลูก เช่น คิลิมานจาโร แต่แทนที่จะพ่นไฟและควันเหมือนภูเขาไฟลูกอื่นๆ โอลโดอินเยงโกกลับพ่นลาวาประหลาด ลาวาที่ปะทุออกมาประกอบด้วยเถ้าธุลีและคาร์บอนาไทต์ ซึ่งจะกลายเป็นโซเดียมคาร์บอเนต (โซตาซักผ้า) เมื่อสัมผัสความชื้นในอากาศ นี่คือภูเขาไฟคาร์บอนาไทต์ที่ยังคุกรุ่นอยู่ลูกเดียวในโลก และสิ่งที่อาจดูคล้ายหิมะบนยอดเขานั้น ที่จริงเป็นเถ้าสีขาวซึ่งเกิดจากการปะทุของภูเขาไฟ

แต่หินละลายในบริเวณใจกลางภูเขาไฟนี้เป็นสีดำ แม้มันจะพลุ่งพล่านอยู่ภายในปล่องภูเขาไฟแต่เมื่อไหลออกมา มันกลับร้อนเพียงครึ่งหนึ่งของลาวาปกติ และแทบไม่มีแสงขณะที่มันพ่นจากปล่องภูเขาไฟ เมื่อลาวาขึ้นสู่ฟ้าก็จะเปลี่ยนสีและแปลงสภาพเคมีกลายเป็นโซดาแบบที่ใช้ในการซักล้างและฟอกสี ซึ่งอาจแรงพอที่จะทำให้ผิวไหม้ได้

โอลโดอินโยเลงไกเคยปะทุเมื่อเดือนสิงหาคม ปีค.ศ. 1966 และระเบิดขึ้นอีกครั้งเมื่อปี 1967 แม้ทุกวันนี้ก็ยังส่งเสียงดังครืนครานน่าวิตก การไต่ขึ้นไปที่ปากปล่องนั้นใช้เวลาหกชั่วโมง และเมื่อมีผู้มาเยือนปากภูเขาไฟ ซึ่งกว้างราว 300 ม. พวกเขาก็มองลงไปในปล่องที่มีเสียงฟู่อันเกิดจากลาวาพลุ่งเป็นฟองเหมือนยางมะตอยเดือดศาสตราจารย์เคิร์ต สเตจเจอร์ ชาวอเมริกันผู้มาเยือน ได้เขียนไว้เมื่อปี 1990 ว่า “ทุกสองสามวินาทีพื้นจะสะเทือน ลาวาเดือดปะทุผ่านปล่องแล้วปะทะกับผนัง เมื่อข้าพเจ้าเข้าไปใกล้ จึงรู้ว่าบ่อน้ำมันดินนี้ที่จริงคือช่องบนพื้นลาวาที่แข็งจนยืนได้ ใต้เท้าของข้าพเจ้าคือทะเลสาบลาวาที่กำลังพลุ่งพล่าน” เขาได้เล่าเรื่องที่คนหนึ่งในคณะของเขาแหย่เท้าผ่าเปลือกบางนี้ว่า เขากระชากเท้าออกมาพร้อมกลุ่มควัน…เชือกผูกรองเท้าหายไป ขากางเกงไหม้ ข้าพเจ้ายิ้มอย่างยอมรับกับตัวเองขณะที่เราล่าถอย “ภูเขาแห่งพระเป็นเจ้า” นี้ คือผู้ลิขิตชะตาโดยแท้”

ภูเขาไฟ ol donyo lengai

เส้นสายสีซีดจางรอบหุบเขาภูเขาไฟ โอลโดอินโยเลงไก นั้นไม่ใช่หิมะ แต่เป็นเถ้าธุลีและโซดาซักผ้าที่ภูเขาไฟนี้พ่นออกมา

ภูเขาศักดิ์สิทธิ์

ทางตะวันตกของโอลโดอินโยเลงไกเป็นที่ราบเซเรนเกติซึ่งแผ้กว้างไปสุดสายตา พื้นทั่วบริเวณนี้ปูด้วยเถ้าธุลี (ที่มีความเป็นด่าง) หลายชั้น ซึ่งอาจพ่นออกมาจากภูเขาไฟเคริมาสซีใกล้ๆ ที่บัดนี้สงบอยู่ สภาพดินด่างประกอบกับฤดูแล้งอันยาวนานตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงตุลาคม ไม่เอื้อต่อการเติบโตของต้นไม้หลายชนิด แต่หญ้ากลับงอกงามเมื่อฝนมาในเดือนพฤศจิกายน และที่ราบซึ่งมีหญ้าปกคลุมก็มีสัตว์กินหญ้าเข้ามาเช่นกาเซลล์ วิลเดอบีสต์ ม้าลาย รวมทั้งสัตว์ที่ล่าสัตว์เหล่านี้เป็นเหยื่อ เช่นสิงโตและหมาป่า

ทะเลสาบน้ำตื่น เนทรอน Natron

ทะเลสาบน้ำตื่น เนทรอน Natron

ใต้ลาดเขาทางเหนือของโอลโดอินโยเลงไกคือทะเลสาบน้ำตื้นชื่อ เนทรอน ในน้ำมรสารโวดาอยู่มาก ส่วนก้นทะเลสาบเป็นโคลนสีดำกลิ่นเหม็น ที่นี่มีปลาน้อยชนิดและไม่มีพืชเลย มีแต่สาหร่ายสีน้ำเงินเขียวจำนวนมากในน้ำด่างนี้ รวมทั้งสัตว์น้ำตัวจิ๋วอีกมากมายที่หากินอยู่ในโคลนเหม็น มีนกชนิดเดียวที่พึงใจสิ่งแวดล้อมเช่นนี้เป็นพิเศษคือ นกฟลามิงโก พวกมันจันวนกว่าล้านตัวจะมากินสาหร่ายหรือสัตว์ตัวจิ๋วจนเห็นเป็นสีชมพูลานตาปกคลุมผิวทะเลสาบ

ชาวมาซาย Massai

ชาวมาซาย Massai

ชาวมาซายผู้เร่ร่อนอยู่ในแทนซาเนียและเคนยาเชื่อกันว่า เองไก พระเป็นเจ้าของพวกเขาส่งเสียงกึกก้องอยู่ที่ยอดหุบภูเขาไฟ คนสำคัญคนหนึ่งในศาสนาของพวกนี้คล้ายคลึงกับเอวา มีชื่อว่า ไนเตรูกอป ซึ่งถือเป็นมารดาคนแรกของโลกและประทับในสวรรค์กับลูกๆ แต่ไร้สามี นางมักจ้องพระจันทร์ด้วยความหลงใหล วันหนึ่งเองไกตรัสถามว่าระหว่างพระจันทร์กับลูกคนหนึ่ง นางจะเลือกให้ใครอยู่รอด เนื่องจากนางอาจมีลูกได้อีกหลายคน นางจึงเลือกพระจันทร์และด้วยเหตุนี้เองมนุษย์จึงไม่เป็นอมตะ

ชาวมาซาย Massai

ชาวมาซาย Massai

ตามประเพณีแล้ว ชาวมาซายวัดความมั่งคั่งและฐานะของคนด้วยขนาดของฝูงวัวควาย ชาวมาซายกินเนื้อสัตว์ แต่มักไม่กินเนื้อสัตว์ของตนเอง ยกเว้นในงานพิธี วัวเซบูซึ่งหลังหนอกและทรหดนั้น พวกเขาเลี้ยงไว้เพื่อเอาน้ำนมและเลือด โดยสูบเลือดจากหลอดเลือดดำใหญ่ของวัวเป็นๆ ผ่านอ้อบางๆออกมา และดื่มในขณะที่ยังอุ่นอยู่ หรือผสมกับน้ำนมและเก็บไว้ในผลน้ำเต้าแห้ง ชาวมาซายเชื่อกันว่าการดื่มเช่นนี้ทำให้มีกำลังนักรบของพวกเขาเคยเป็นเจ้าครองทุ่งหญ้าในเขตหุบเขาทรุดแห่งนี้รวมทั้งบริเวณโดยรอบ

ชาวมาซายบางคนยังคงใช้ชีวิตแบบเร่ร่อนโดยต้อนวัวควายไปยังทุ่งหญ้าที่อุดมตามฤดูกาล แต่ก้าวหน้าทางการแพทย์สมัยใหม่ มีผลให้ประชากรเพิ่มขึ้นมาก ทุกวันนี้ทุ่งหญ้ามีสัตว์หากินมากเกินไป ชาวมาซายหลายคนจึงย้ายไปอยู่ในเมือง

ในยามแล้งตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมา ชาวมาซายจะเดินทางผ่านดินแดนทึมเทาแห้งผากปัยงเชิงเขาโอลโดอินโยเลงไก เพื่อสวดขอฝน “เองการเร! เอง การเร!” คือคำวิงวอนขอน้ำจากเองไกเพื่อชุบชีวิตหญ้าสำหรับเลี้ยงวัวควายที่อดอยาก

สัญญาควันก่อนภูเขาไฟปะทุ

กลุ่มควันที่พวยพุ่งขึ้นมานี้เป็นสัญญาณว่าภูเขาไฟโอลโดอินโยเลงไก ในเกรตริฟต์แวลลีย์ของแอฟริกาใกล้จะปะทุ

ภูเขาไฟกำลังจะปะทุ

ภูเขาไฟกำลังจะปะทุ

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 1966 หลังจากพื้นดินสะเทือนเลื่อนลั่นเป็นลางบอกเหตุว่าจวนถึงจุดเดือดอยู่สิบวัน ภูเขาไฟนี้ก็ระเบิด พ่นเถ้าธุลีสีดำสูงถึง 10,000 ม. ขึ้นไปในอากาศและกระจายไปยังที่ราบโดยรอบ

ภายใน 48 ชั่วโมงพื้นดินก็กลายเป็นสีขาวหม่น เพราะเถ้าธุลีได้เปลี่ยนสีเมื่อเย็นลง กว่าการปะทุจะสิ้นสุดก็กินเวลาถึงสามสัปดาห์

พิธีกรรมนักรบชาวมาซาย

ชาวมาซายที่ชีวิตตามประเพณี ทั้งนักรบและผู้หญิงนั้น ประดับตุ้มหูขนาดใหญ่ สร้อยคอลูกปัดหลากสี และกำไลมือทำจากทองแดง ผู้หญิงสวมกำไลข้อเท้าด้วยนักรบสวมเสื้อคลุมสีแสดผูกปมที่ไหล่ และย้อมร่างสูงเปรียวด้วยดินสีเหลืองสนิทเหล็กและไขมัน หญิงโสดและผู้ชายย้อมผมเป็นสีเหลืองสนิมเหล็กและถักเป็นเปียขึ้นไปจนถึงหนังศีรษะ แต่หญิงที่แต่งงานแล้วจะโกนหัวและทาหนังศีรษะเป็นมันเงาด้วยดินสีแดง

ทุกช่วงของชีวิตมีพิธีกรรมเป็นสัญลักษณ์ตัวอย่างเช่น พิธีตั้งชื่อทารก และพิธีสุหนัตสำหรับเด็กหญิงและเด็กชาย และทุก 15 ปี ในวันพระจันทร์เต็มดวงจะมีพิธีสดุดีนักรบเรียกว่า เออูโนโต ซึ่งมีพิธีหลักอยู่ที่มูกูกัตในแทนวาเนีย

เหล่านักรบ บ้างก็สวมขนคอสิงโตขนนกกระจอกเทศ และหนังเสือดาวที่ศีรษะนั้น จะมาชุมนุมหันในงานที่จัดขึ้นสี่วัน มีการเต้นรำตามประเพณี การบูชายัญด้วยวัวถึกและพิธีโกนศีรษะ คนหนุ่มจะแต่งงานไม่ได้จนกว่าจะเป็นนักรบอาวุโสก่อน

ชาวมาซาย Massai

นักเต้นรำตามประเพณีชาวมาซาย กระโดดตัวลอยให้เข้ากับจังหวะการขับร้อง

 

ส่งต่อเรื่องนี้ซิ !! เผื่อจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ของคุณ

แสดงความคิดเห็น Facebook

comments

Comments are closed.