Facebook Twitter Reset

แม่น้ำคองโกแห่งแอฟริกา

Untitled-1

แม่น้ำคองโกอันทรงพลัง ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเรียกขานกันว่าซาอีร์นั้นไหลคดโค้งผ่านใจกลางทวีปแอฟริกาลงสู่มหาสมุทรแอตแลนติก

แม่น้ำคองโก

แม่น้ำคองโก

แควนับไม่ถ้วนรวมกันเป็นแม่น้ำคองโกอันยิ่งใหญ่ที่ไหลคดโค้งเป็นทางยาวจากทุ่งหญ้าที่มีต้นไม้กระจัดกระจายระหว่างชายแดนคองโก-แซมเบียไปสู่มหาสมุทรแอตแลนติก แควเหล่านี้ระบายน้ำจากบริเวณป่าฝนและทุ่งหญ้าที่มีขนาดพอๆกับประเทศอินเดีย ตลอดเส้นทาง 4,700 กม. นั้น แม่น้ำคองโกเลาะผ่านป่าชายเลนและป่าทึบ ถาโถมสู่เกาะแก่ง โกรกธาร และน้ำตก แล้วปล่อยน้ำมากถึง 41,700 ตัน/วินาที ลงสู่ทะเล ซึ่งปริมาณขนาดนี้เป็นรองก็แต่แม่น้ำแอมะซอนเท่านั้น

แม่น้ำคองโก

ป่าชายเลนเรียงรายสองฝั่งแม่น้ำคองโกตอนล่าง นักเดินเรือชาวโปรตุเกสมาที่แม่น้ำนี้เป็นครั้งแรกในปลายศตวรรษที่ 15

เมื่อดิโอโก คาโอ นักสำรวจชาวโปรตุเกส ค้นพบปากแม่น้ำคองโกในปี ค.ศ. 1482 นั้น เขาไม่อาจแล่นเรือผ่านแก่งน้ำเชี่ยวถัดปากน้ำไปได้ (ปัจจุบันเรียกว่าน้ำตกลิฟวิงสตัน) ดังนั้นแม่น้ำอันทรงพลังสายนี้จึงไม่เป็นที่รู้จักของชาวโลกเป็นเวลาเกือบ 400 ปี สำหรับชาวยุโรปสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 19 แล้วนี่คือ “แอฟริกาที่ดำมืดที่สุด” โจเซฟ คอนราด เขียนไว้ในนวนิยายเรื่อง Heart of Darkness เมื่อปี 1899 ว่ามันเป็น “แผ่นดินแห่งฝันสยอง” แม่น้ำนี้มีชื่อว่าแรกสุดว่าซาอีร์ มาจากภาษาถิ่น แปลว่า “แม่น้ำ” แต่นักสำรวจชาวยุโรปในศตวรรษที่ 17 เรียกว่าแม่น้ำคองโก ตามชื่อชาวคองโกที่อยู่บริเวณตอนล่างของแม่น้ำ เมื่อปี 1971 อดีตประเทศคองโกของเบลเยียมได้ชื่อใหม่ว่าซาอีร์ แม่น้ำจึงใช้ชื่อนี้ด้วย แต่พอปี 1977 ทั้งชื่อประเทศและแม่น้ำได้เปลี่ยนกลับมาใช้ชื่อเดิมว่า คองโก

เดวิด ลิฟวิงสตัน หมอสอนศาสนาและนักสำรวจชาวสกอตต์ในศตวรรษที่ 19 เชื่อว่าคองโกอาจเป็นต้นแม่น้ำไนล์หรือไนเจอร์ แต่นิยายสยองขวัญเกี่ยวกับมนุษย์กินคนที่อยู่ในป่าลึกทำให้แม้แต่ลิฟวิงสตันผู้ห้าวหาญ ยังต้องละความพยายามที่จะพิสูจน์ทฤษฎีนี้ จนช่วงปี 1876-7 เฮนรี มอร์ตัน สแตนลีย์ นักสำรวจชาวอเมริกันผู้เกิดในเวลส์ (อังกฤษ) จึงได้เสี่ยงภัยไปตามแม่น้ำเพื่อพิสูจน์ความจริงให้ปรากฏ

แม่น้ำคองโก

แม่น้ำคองโก

ต้นแม่น้ำคองโกนั้นเป็นที่รู้จักกันในชื่อว่าแม่น้ำลูอาลาบา ซึ่งเรือล่องได้เพียงบางช่วงทีแรกแม่น้ำนี้ไหลขึ้นเหนือ ผ่านโกรกธารที่เป็นผาชัน แล้วคดเคี้ยวผ่านที่ลุ่มน้ำขังและที่ลุ่มชื้นแฉะซึ่งรายล้อมด้วยต้นกก ก่อนเข้าสู่ทะเลสาบคีซาลี ซึ่งเป็นถิ่นอาศัยของนกยาง เหยี่ยวออสเปรย์ และนกกระเต็น อีกทั้งเป็นแหล่งล่าสัตว์ของชาวประมงท้องถิ่น แม่น้ำคองโกไหลเร็วรี่ที่คองโกโล ทำให้ลำน้ำแผ่กว้างออกถึงหกเท่า (กว้าง 500 ม.) มีเพียงถนนกับสะพานรถไฟสายเดียวที่แล่นข้ามแม่น้ำนี้ ซึ่งจะไม่มีอีกเลยในระยะ 2,800 กม. ถัดไป ต่อจากนั้นเป็นโกรกธารชันที่มีน้ำตก และกระแสน้ำไหลวนที่เรียกกันว่าปอร์เตอดองแฟร์ หรือ “ประตูสู่นรก”

จากนั้นมีช่วงที่ล่องเรือได้ สลับกับเกาะแก่งก่อนถึงยางเว แม่น้ำนี้ไหลเข้าป่าทึบที่น่าสะพรึงกลัว ซึ่งข่มขวัญเดวิด ลิฟวิงสตันเมื่อปี 1871 จนไม่กล้าขึ้นเหนือต่อไป จากยางเวนี้เองที่สแตนลีย์เริ่มเดินทางล่องแม่น้ำคองโกเมื่อเดือนตุลาคม 1876 ภายหลังเดินทางจากชายฝั่งตะวันออกของแอฟริกาอยู่สองปี สแตนลีย์ใช้เวลาเก้าเดือนจึงถึงปากแม่น้ำ และระหว่างทาง คณะของเขาต้องต่อสู้กับชาวบ้านริมฝั่งแม่น้ำหลายครั้ง

แม่น้ำคองโก

แม่น้ำคองโก

ขณะที่สแตนลีย์กำลังสู้รบอยู่นั้น เขาก็ได้ยินเสียงดังลั่นของน้ำตกข้างหน้า นั่นคือแก่งน้ำตกแห่งแรกในเจ็ดแก่ง (รวมระยะทาง 90 กม.) ที่ตกลงมาจากความสูง 60 ม. คณะของเขาใช้เวลาเกือบเดือนจึงผ่านน้ำตกเหล่านี้ไปได้ สแตนลีย์ตั้งชื่อน้ำตกตามชื่อของเขาเอง แต่ทุกวันนี้เรียกกันว่าน้ำตกโบโยมา ซึ่งปล่อยน้ำมากกว่าน้ำตกอื่นใดในโลกคือราว 166,850 ตัน/วินาที ถัดน้ำตกไปสแตนลีย์ตั้งนิคมขึ้นแห่งหนึ่ง ซึ่งใช้ชื่อเขาเช่นกันว่าสแตนลีย์วิลล์ เขาสังเกตว่าชาวประมงท้องถิ่นจับปลาได้มากโดยใช้ไม้ยาวกับสุ่มรูปกรวย และยังคงทำเช่นนี้ตราบทุกวันนี้ สแตนลีย์วิลล์ในปัจจุบันก็คือ คีซานเกนี ซึ่งเป็นศูนย์กลางการประมง การผลิต และการท่องเที่ยวที่คึกคัก รวมทั้งเป็นเมืองท่าปลายทางสำหรับเรือที่ขนสินค้าไปยังต้นแม่น้ำ

น้ำตกโบโยมา

น้ำตกโบโยมา

จากคีซานเกนี ซึ่งแม่น้ำคองโกโค้งอ้อมไปทางตะวันตกนั้น แม่น้ำถือเป็นเส้นทางสัญจรหลักสู่กินชาซา เมืองหลวงของประเทศที่อยู่ห่างออกไปกว่า 1,600 กม. ระหว่างทางแม่น้ำก็เลี้ยวไปทางตะวันตกเฉียงใต้คดเคี้นวผ่านป่าฝนทึบที่คึกคักด้วยเสียงลิงและเสียงร้องของนกสีสันสดใส มีแควอีกหลายสายไหลลงแม่น้ำคองโก ได้แก่ โลมามี อารุวีมี ชัวปา โอบันกุย และซังกา ซึ่งช่วยเพิ่มปริมาณน้ำในแม่น้ำที่มีมากอยู่แล้ว

ทางตะวันตกของคีซานเกนี ที่ซึ่งแม่น้ำคองโกบรรจบกับแควอารุวีมีนั้น แม่น้ำกว้างขึ้นและแล้วก็ลดเลี้ยวลงสู่เมืองมบันดากาที่มีเกาะทรายนับพันแยกแม่น้ำออกเป็นสายเล็กสายน้อย และมีกลุ่มบึงใหญ่ที่ดูมืดครึ้มน่ากลัวแน่นขนัดด้วยผักตบชวาและใยแมงมุมยักษ์โยงใยอยู่ตามต้นไม้ ในเรื่อง Heart of Darkness คอนราดพรรณนาถึงการล่องแม่น้ำว่า “ประดุจการเดินทางย้อนไปยังยุคแรกเริ่มของโลก เมื่อพืชพรรณยังขึ้นรกบนพื้นโลกและต้นไม้ใหญ่เป็นราชา ธาราว่างเปล่าความเงียบสงัด และป่าที่ไม่อาจรุกล้ำเข้าไปได้”

Heart of Darkness

Heart of Darkness

มีเรือประหลาดที่สุดชนิดหนึ่งในโลกแล่นอยู่ในแม่น้ำระหว่างคีวานเกนีกับกินชาซา มันคือเรือกลไฟ บิ๊ก พุชเชอร์ เรือเทอะทะนี้เป็นหมู่บ้านลอยน้ำของพ่อค้าเร่ คอยขับดันเรือบรรทุกของ แพ เรือท้องแบน และแคนูที่ผูกล่ามไว้ด้วยกัน และมีคนแออัดมากถึง 5,000 คน บ้างอยู่ในห้องดดยสาร บ้างก้จับกลุ่มที่ดาดฟ้าและทางขึ้นลงเรือ

เรือลำนี้แวะเฉพาะที่เมืองท่าใหญ่ ส่วนที่อื่นๆ มันเพียงแต่แล่นชะลอ และท่ามกลางสายน้ำ เรือแคนูและเรือขุดจะล้อมกลุ่มเรือที่กำลังเคลื่อนไปดุจแมลงน้ำฝูงใหญ่ การเอาเรือเข้าเทียบและผูกด้านข้างนั้นอันตราย และการแลกเปลี่ยนสินค้าต้องทำกันอย่างแบไว ในไม่กี่นาทีดาดฟ้าเรือก้มีสินค้ากองสูง เช่น ปลาแห้ง แอนทิโลป ผลไม้ และซากลิงรมควัน แล้วหมู่บ้านลอยน้ำนี้ก็เคลื่อนต่อไปอย่างสงบจนกว่ามีเรือกลุ่มใหม่มาถึง

ถัดมบันดากาไป เลยครึ่งทางก่อนถึงกินชาซาป่าเริ่มโปร่งและแม่น้ำเมความแรงไหลสู่ทะเลช่วงสุดท้าย โดยแผ่กว้างถึง 16 กม. และมีที่ลุ่มชื้นแฉะอยู่ในระยะไกล แม่น้ำช่วงก่อนถึงกินชาซากว้างจนสแตนลีย์ตั้งชื่อว่า บึงสแตนลีย์ แต่บัดนี้เรียกกันว่าบึงเลโบ

กินชาซาที่อยู่บนฝั่งตอนใต้ของมาเลโบเป็นเมืองใหญ่ มีผู้คนราว 340,000 คน น้ำนิ่งในบึงนี้เป็นเพียงความสงบก่อนมีพายุ ถัดกินชาซาไปทางตะวันตกเล็กน้อยแม่น้ำคองโกก็เข้าสู่ช่วงสุดท้าย คือน้ำตกลิฟวิงสตันอันน่าระทึกใจ ถัดจากช่วงนี้ไปก็ล่องเรือไม่ได้อีกแล้ว น้ำตกไหลแรงข้ามแงน้อยใหญ่เสียงดังกึกก้อง ผ่านโกรกธารลึกในเทือกเขาคริสตัล โดยตกลงมาจากที่สูง 260 ม. ในระยะทาง 350 กม. และมีจุดสิ้นสุดอยู่ห่างจากทะเลราว 145 กม. น้ำตกลิฟวิงสตันเป็นปราการด่านสุดท้ายของสแตนลีย์ในการเดินทางอันยาวไกลสู่ปากแม่น้ำ เขาได้พรรณนาไว้ว่าเป็น “การเดินลงไปสู่ห้วงน้ำนรก”

ทางสายยาว

เฮนรี มอร์ตัน สแตนลีย์ (ค.ศ.1841-1904) ตัดสินใจสำรวจแม่น้ำคองโกเมื่อได้ยินข่าวมรณกรรมของดร.เดวิด ลิฟวิงสตัน ในปี 1873 เขาชื่นชมลิฟวิงสตันมาตั้งแต่ครั้งพบกันที่แม่น้ำคองโกในปี 1871 เมื่อสแตนลีย์ในฐานะผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์นิวยอร์กเฮรัลด์ๆด้รับมอบหมายให้ค้นหาลิฟวิงสตัน

เซอร์เฮนรี มอร์ตัน สแตนลีย์

เซอร์เฮนรี มอร์ตัน สแตนลีย์ (ได้รับบรรดาศักดิ์ในปี 1899) เป็นผู้ทำให้แม่น้ำคองโกปรากฏในแผ่นที่ คณะของเขาเดินเท้าและใช้เรือแคนูในการเดินทาง

สแตนลีย์เริ่มเดินทางจากชายฝั่งตะวันออกพร้อมคณะ 350 คนเมื่อเดือนธันวาคม ปี 1874 พวกเขาไปยังทะเลสาบวิกตอเรียก่อน โดยเรือเสากระโดงเดียวลำเล็กชื่อ เลดี อลิซ สแตนลีย์แล่นเรือนี้รอบทะเลสาบวิกตอเรียและทะเลสาบแทนกันยีกา และพบว่าทะเลสาบทั้งสองแห่งไม่มีทางออกสู่แม่น้ำคองโก

เมื่อถึงยางเวบนฝั่งคองโกในเดือนตุลาคมปี 1876 สแตนลีย์ได้ขอความช่วยเหลือจากทิปปู ทิบ พ่อค้าทาสชาวอาหรับ และขึ้นเหนือพร้อมคณะราว 1,000 คน การเดินทางเป้นไปอย่างยากลำบาก พวกอาหรับผละไปในเดือนธันวาคมหลังจากเดินทางได้ 320 กม. สแตนลีย์หาเรือแคนูได้หลายลำ แล้วไปต่อทั้งทางบกและทางน้ำ เขาต้องฝ่าแก่งและสู้กับชาวเผ่าท้องถิ่นราว 30 ครั้ง ในที่สุดก็ถึงทะเลเมื่อเดือนสิงหาคม 1877 โดยเหลือคนในคณะเพียง 114 คน

ส่งต่อเรื่องนี้ซิ !! เผื่อจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ของคุณ

แสดงความคิดเห็น Facebook

comments

Comments are closed.