Facebook Twitter Reset

แอ่งภูเขาไฟโงรงโงโร แหล่งพักพิงของสัตว์นานาชนิด

Untitled-1

แอ่งภูเขาไฟกว้างใหญ่ที่แยกตัวโดดเดี่ยวจากที่ราบเบื้องล่างนั้น เป็นที่พักพิงของชีวิตพงไพรในที่สูง และเต็มไปด้วยสัตว์นานาชนิด

แผ่นที่ แอ่งภูเขาไฟโงรงโงโร Ngorongoro

แผ่นที่ แอ่งภูเขาไฟโงรงโงโร Ngorongoro

เนื่องจากมีพืชพรรณขึ้นรกปกคลุมลาดเขาชันของภูเขาไฟเก่าแก่ที่ดับแล้วในแทนซาเนียตอนเหนือลูกนี้ จึงยากที่จะบอกได้ว่าภายในแอ่งภูเขาไฟมีอะไรอยู่ ความเงียบของอากาศเบาบางเหนือระดับน้ำทะเล 1,800 ม. ถูกทำลายเพียงเพราะเสียงใบไม้ไหวขณะที่ลมอุ่นโชยขึ้นมาจากที่ราบซึ่งโอบล้อมอยู่ และลอยข้ามหุบเขาขึ้นไปในท้องฟ้าสีครามของแอฟริกา

ที่สันรอบปากแอ่งนั้น ทิวทัศน์ชวนตื่นตะลึงแผ่นดินดิ่งลงสู่ความเวิ้งว้างที่มีหมอกขมุกขมัวแล้วลาดลงดูคล้ายจานใบใหญ่สีเย็นตา แต่ไม่ง่ายเลยที่จะปรับสายตาให้เข้ากับที่ว่างอันเวิ้งว้างชวนให้รู้สึกวิงเวียนเมื่อแรกเห็น จุดเดียวที่เพ่งมองได้ก็คือ เส้นทางน้ำหลายสาย ต่ำลงไปราว 600 ม. ที่ไหลคดเคี้ยวสู่บึงซึ่งส่งประกายระยิบระยับแต้มด้วยสีชมพูเป็นหย่อมๆ

แอ่งภูเขาไฟโงรงโงโร ngorongoro

แอ่งภูเขาไฟโงรงโงโร ngorongoro

 

แอ่งภูเขาไฟโงรงโงโร ngorongoro

เมฆคล้อยเคลื่อนผ่านแอ่งภูเขาไฟโงรงโงโรในขณะที่อาทิตย์อุทัยทอแสงสีเงินทาบทะเลสาบและที่ลุ่มน้ำขัง น้ำที่ยังหาได้ในฤดูแล้งช่วยจุนเจือชีวิตสัตว์จำนวนมากมายที่นี่

มีจุดสีดำกระจายอยู่ทั่วพื้นแอ่งภูเขาไฟ ต่อเมื่อจุดเหล่านี่เริ่มเคลื่อนที่แปรรูปไป จึงรู้ว่าที่แท้คือฝูงวิลเดอบีสต์และฝูงม้าลายนับพันตัวที่เล็มหญ้าอยู่ ทันใดนั้นก็เกิดการเคลื่อนไหวเป็นระลอกบนบึง ในขณะที่หย่อมสีชมพูพากันโผขึ้นสู่ท้องฟ้าวนเวียน แล้วกลับลงมาสู่ผืนน้ำอีกครั้ง พวกมันคือนกฟลามิงโกฝูงใหญ่ ซึ่งชุมนุมกันอยู่ในทะเลสาบตื้นๆของแอ่งภูเขาไฟโงรงโงโร (Ngorongoro)

ฝูงวิลเดอบีสต์

ฝูงวิลเดอบีสต์

บนพื้นแอ่งภูเขาไฟขนาด 260 ตร.กม.นี้ เป็นที่ซึ่งมีสัตว์ป่าอยู่กันหนาแน่นที่สุดแห่งหนึ่งในแอฟริกา คือราว 30,000 ตัว การเอ่ยชื่อสัตว์ในโงรงโงโรนั้นฟังดูคล้ายการอ่านรายชื่อสัตว์ให้นักถ่ายภาพในซาฟารี มีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ราว 50 ชนิด ทั้งสิงโต ช้าง แรด ฮิปโปโปเตมัส ยีราฟ แอนทิโลปชนิดต่างๆ เช่น อีลันด์และอิมพาลา ลิงเวอร์เวต ลิงบาบูน หมูหน้าหูดและหมาไฮยีนา มีนกกว่า 200 ชนิดด้วย รวมทั้งนกกระจอกเทศ เป็ด และไก่กีนี แอ่งภูเขาไฟนี้จึงเป็นที่ชุมนุมชีวิตพงไพรขนาดย่อมแห่งแอฟริกาตะวันออก ราวกับถูกยกขึ้นมาใกล้สรวงสวรรค์ด้วยหัตถ์ของเทพที่กำลังยิ้มสรวล

ฝูงสัตว์กำลังกินหญ้า

ฝูงสัตว์กำลังกินหญ้า

เขตที่สูงแอ่งภูเขาไฟ

ลักษณะตามธรรมชาตที่เหมือนเรือโนอาห์ของโงรงโงโร นับเป็นอุบัติการณ์ที่น่าพึงใจทางธรณีวิทยา โดยตั้งอยู่บนพื้นที่สูงทางตะวันออกของหุบเขาทรุดเกรตริฟต์แวลลีย์ ซึ่งเป็นรอยเลื่อนในเปลือกโลกที่ทอดตัวผ่านแอฟริกา ตั้งแต่โมซัมบิกจนถึงซีเรีย หลายครั้งหลายคราในช่วงเวลาหลายล้านปีนั้น แรงดันมหาศาลที่ใจกลางดลกได้ขับหินละลายผ่านรอยเลื่อนนี้ขึ้นสู่พื้นผิวของเทือกภูเขาไฟ ซึ่งบัดนี้ได้ก่อตัวเป็น “เขตที่สูงแอ่งภูเขาไฟ” (เครเตอร์ไฮแลนด์) แห่งแอฟริกาตะวันออก

โงรงโงโร คือหนึ่งในภูเขาไฟเหล่านี้ครั้งหนึ่งมันเคยมีรูปกรวยและสูงราวสองเท่าของความสูงในปัจจุบัน แต่หลังจากระเบิดครั้งสุดท้ายจนสิ้นฤทธิ์เมื่อประมาณ 2.5 ล้านปีก่อน และหินละลายที่อยู่ใต้กรวยก็ยุบลงไปในปล่อง สิ่งที่ยังเหลืออยู่ทุกวันนี้ก็คือ “เนินเขาโต๊ะกลม” อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของแอ่งภูเขาไฟโงรงโงโร

หุบหรือแอ่งที่เกิดขึ้นจากการระเบิดหรือยุบตัวของภูเขาไฟนั้น เรียกกันในทางธรณีวิทยาว่าแคลดีรา (caldera) โงรงโงโรเป็นแอ่งภูเขาไฟที่ใหญ่เป็นอันดับหกของโลก กว้างประมาณ 18 กม. และมีสัณฐานเกือบกลม แต่เป็นอันดับหนึ่งในฐานะแอ่งภูเขาไฟที่มีขอบสมบูรณ์ไม่แตกบิ่น อย่างไรก็ตาม โงรงโงโร ชื่อภาษาแอฟริกาของแอ่งภูเขาไฟแห่งนี้ แปลได้ง่ายๆว่า “หลุมใหญ่”

ถนนขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อสายหนึ่ง ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1959 นั้น ดิ่งลงสู่พื้นแอ่งภูเขาไฟโดยลาดต่ำถึง 600 ม. ในระยะทาง 3.2 กม. ยานพาหนะขับเคลื่อนสี่ล้อเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในบริเวณดังกล่าว รถเหล่านี้นำคนทยอยกันมาเยือนที่นี่ปีละประมาณ 10,000 คน

สัตว์ป่าใน แอ่งภูเขาไฟโงรงโงโร

ในบริเวณพื้นแอ่งภูเขาไฟอันไพศาลนั้น ม้าลายดูเด่นเห็นได้ชัดในหมู่วิลเดอบีสต์ที่มาด้วยกัน แต่เมื่อมันเคลื่อนไหวหรือกินหญ้าอยู่ในหมอกแดดอันฝ้ามัว เค้าโครงร่างของพวกมันก็กลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อม

ปกติสัตว์ในที่ราบเวเรนเกติทางตะวันตกจะอพยพไปหาน้ำและทุ่งหญ้าสดใหม่ทุกปี แต่สัตว์ส่วนใหญ่ในโงรงโงโรกลับอยู่ในอ่งภูเขาไฟตลอดปี เพราะแม้ในฤดูแล้ง ที่นี่ก็ยังมีน้ำให้กินโดยมีน้ำพุสองแห่งและแม่น้ำสองสาย คือมุงเกและลองโยกี ระบายน้ำให้ที่ลุ่มน้ำขังหลายแห่ง รวมทั้งทะเลสาบสำคัญ คือทะเลสาบโซดาตื้นๆ ที่ชื่อ มากาดร

ด้วยเหตุที่ไม่มีทางไหลออก น้ำในทะเลสาบจึงมีปริมาณเกลือมาก จากการระเหยมานานหลายศตวรรษ ทำให้น้ำเป็นสีน้ำเงินเข้มเมื่อต้องแสงอาทิตย์ในบางเวลา มีเพียงสาหร่ายและสัตว์เปลือกแข็งบางชนิดอย่างกุ้งเท่านั้นที่อยู่รอดในทะเลสาบแห่งนี้ได้ แต่สภาพเช่นนี้ก็เหมาะกับนกฟลามิงโกนับล้านซึ่งหากินอยู่ที่นี่ นกฟลามิงโกใหญ่นั้นท่องอยู่ริมทะเลสาบอย่างสง่างาม มันจะก้มหัวและใช้จังอยปากช้อนกุ้งหอย ส่วนฟลามิงโกเล็กจะกรองสาหร่ายกินในน้ำที่ลึกกว่าหนองบึงซึ่งอยู่ใกล้ๆกันนั้นเป็นปลักดคลนให้ฮิปโปกลิ้งเกลือก และยังเป็นแอ่งน้ำกินของช้างและแรดดำ รวมทั้งนกจิกวัวที่เกาะอยู่บนหลังของพวกมันด้วย นกเหล่านี้คุ้ยเขี่ยปรสิต (เช่น เห็บ) จากหนังหนาๆของสัตว์ใหญ่กินเป็นอาหาร

ฝนและชีวิตใหม่

ทุกปีหลัง “หน้าฝนอันยาวนาน” ตั้งแต่เดือนธันวาคมถึงเมษายนหรือพฤษภาคม ทุ่งหญ้าในแอ่งภูเขาไฟจะเขียวขจีดุจมรกต และดาษดื่นไปด้วยไม้ดอกสีชมพู เหลือง น้ำเงิน และขาว ซึ่งงอกงามอยู่ในดินภูเขาไฟอันอุดม ไม้ดอกพวกนี้มีทั้งพิทูเนีย ลูพิน เดซี และบลูโคลเวอร์ที่หายากด้วย ในขณะที่ฤดูแล้งตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงพฤศจิกายนค่อยๆผ่านไป แอ่งภูเขาไฟก็ค่อยๆเปลี่ยนสีจากสีเขียวเป็นเหลืองจนถึงน้ำตาลอมเหลืองและน้ำตาลอ่อน และสัตว์ต่างๆก็มาชุมนุมกันอยู่ใกล้บึงมุงเก มีเพียงกลุ่มต้นอะเคเชียและหินโผล่เท่านั้นที่แทรกคั่นกระจัดกระจายอยู่ท่ามกลางสีสันอันกลมกลืนของผืนหญ้า ที่ขึ้นปกคลุมพื้นที่ถึงสองในสามส่วนของแอ่งภูเขาไฟ

สัตว์ในโงรงโงโรที่ถูกกั้นจากโลกภายนอกด้วยขอบแอ่งภูเขาไฟนี้ ไม่ต้องมองหาสิ่งที่จำเป็นต่อการอยู่รอดจากที่อื่นใด สัตว์กินหญ้าเช่น ม้าลาย วิลเดอบีสต์ และกาเซลล์ ใช้ทุ่งหญ้าได้อย่างเต็มที่ แต่ก็ตกเป็นเหยื่อของสัตว์กินเนื้อ เช่น สิงโต เสือดาว เสือชีตาห์ หมาไฮยีนา และหมาจิ้งจอกแจ็กคัล นักล่าเหล่านี้ย่องไปรอบๆฝูงสัตว์ที่กินหญ้าอยู่ดุจโจร เพื่อคอยซุ่มจับสัตว์ที่พลัดฝูง สัตว์กินหญ้าส่วนใหญ่ตกลูกในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์เมื่อหญ้าเขียวขจี และสัตว์ผู้ล่าก้ตกลูกในช่วงเดียวกัน ซึ่งเป็นเวลาที่มีลูกสัตว์กินหญ้าเกิดใหม่จำนวนมาก เป็นอาหารแก่สัตว์ผู้ล่าทั้งแม่ลูกอ่อนและลูกๆที่หย่านมแล้ว

วิดเดอบีสต์

วิดเดอบีสต์ (หรือนู) 15,000 ตัว อยู่ในแอ่งภูเขาไฟตลอดปี และจับกลุ่มกันอย่างหลวมๆ ตัวที่พลัดฝูงย่อมตกเป็นเหยื่อของสัตว์ผู้ล่า

ดังนั้นมิใช่ว่าทุกสิ่งจะสุขสงบใน “สวนอีเดน” แห่งนี้ ภาพฝูงวิลเดอบีสต์ซึ่งแตกฮือเมื่อเห็นสิงโตตัวเมียย่องเข้ามา กาเซลล์ธอมสันซึ่งเผ่นแผล็วอย่างตระหนก และนกฟลามิงโกซึ่งกระพือปีกพึ่บพั่บในขณะที่บินขึ้นให้พ้นทางของนักฉวยโอกาสอย่างหมาไฮยีนา ล้วนแสดงให้เห็นว่าถ้าต้องการมีชีวิตรอดในชุมสัตว์ที่แออัดนี้ จะต้องมีความตื่นตัวทุกขณะ และภาพแร้งที่บินว่อนวนอยู่เหนือซากสัตว์ที่ถูกฆ่า ก็เป็นเครื่องหมายว่ามรณพิธีได้สิ้นสุดลงอีกครั้ง

ห้องปฏิบัติการที่มีชีวิต

การที่โงรงโงโรได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกน้อยมาก ทำให้ถิ่นธรรมชาตินี้เป็นประโยชน์ต่อวงการวิทยาศาสตร์นานาชาติ หลายปีแล้วที่นักสัตววิทยาและนักวิทยาศาสตร์สาขาอื่นๆ เข้ามาศึกษาชีวิตป่าและระบบนิเวศที่มีลักษณะฉพาะแห่งนี้ แต่ที่นี่ก็มีสิ่งที่น่าวิตกคือ การผสมพันธุ์กันในหมู่สัตว์ที่เกี่ยวดองกันอย่างใกล้ชิดอย่างเช่น ผลการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับประชากรสิงโตเผยว่า สิงโตราว 100 ตัว ในแอ่งภูเขาไฟนี้สืบเชื้อสายมาจากสิงโตเพียง 15 ตัว สิงโตเหล่านี้ถ้าไม่รอดชีวิตจากโรคระบาดในฤดูฝนซึ่งมีแมลงวันเป็นพาหะเมื่อปี 1962 ก็คงพลัดหลงเข้ามาหลังจากนั้นไม่นาน ทำให้สิงโตในโงรงโงโรขาดความหลากหลายทางพันธุกรรมจนน่าวิตก ซึ่งส่งผลกระทบต่อความต้านทานโรคและความสามารถในการดำรงสายพันธุ์ของพวกมัน

สิงโตในโงรงโงโร

สิงโตในโงรงโงโร

แต่ละปีมีสัตว์ละทิ้งแอ่งภูเขาไฟไปตามทางเก่าแก่ที่ข้ามขอบแอ่งเพื่ออพยพหนีแล้งไปสมทบกับสัตว์อื่นบริเวณที่ราบเบื้องล่าง แล้วจึงกลับถิ่นในภายหลัง แม้ว่าสัตว์อพยพเหล่านี้เป็นเพียงส่วนน้อยของจำนวนทั้งหมด แต่ก็เป็นโอกาสที่สัตว์ในโงรงโงโรจะได้พบแหล่งพันธุกรรมของสัตว์ป่าในโลกภายนอก อย่างไรก็ตามเส้นทางอพยพกำลังถูกรุกล้ำจาการพัฒนาเกษตรกรรมในพื้นที่ล้อมรอบ ทำให้แอ่งภูเขาไฟแห่งนี้โดดเดี่ยวยิ่งขึ้น

โงรงโงโรเคยเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติเซเรนเกติที่อยู่ใกล้ๆ และไม่อนุญาตให้ทำเกษตรกรรม ซึ่งส่งผลกระทบต่อชาวมาซายผู้เลี้ยงปศุสัตว์ในพื้นที่ ดังนั้นในปี 1959 จึงมีการจัดตั้งเขตอนุรักษ์ขึ้นที่แอ่งภูเขาไฟนี้และบริเวณโดยรอบ ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 8,300 ตร.กม. มีการจำกัดจำนวนปศุสัตว์ในแอ่งภูเขาไฟอย่างเคร่งครัด และไม่อนุญาตให้ปลูกสร้างสิ่งใดๆ

ชาวมาซายผู้สง่าผ่าเผย ย้อมผมแดง และใส่เสื้อคลุมสีสนิมผูกเงื่อนไว้ที่ไหล่นี้ คือส่วนหนึ่งของมนต์เสน่ห์แห่งโงรงโงโร เสียงก้าวเท้าแผ่วเบาของนักรบ-สัตวบาลมาซาย เสียงกรอบแกรบของหญ้าที่ถูกแดดจนสีซีด หรือกลิ่นสาบของสัตว์ ต่างช่วยสร้างบรรยากาศไร้กาลเวลา ซึ่งอบอวลอยู่ในภูมิทัศน์ที่ยืนยงแห่งนี้

พฤกษชาติแห่งชิวิต

ต้นอะเคเชียและไม้พุ่มหลายชนิดขึ้นปกคลุมทุ่งหญ้าในแอฟริกาตะวันออก แม้จะมีหนามแหลมทิ่มแทงให้เจ็บปวด แต่ไม้พวกนี้ก็เป็นอาหารของสัตว์อีกมาก แอนทิโลปขนาดเล็กเช่นดิ๊กดิ๊กและกาเซลล์ธอมสันกินหน่ออ่อนสัตว์ขนาดใหญ่ขึ้นมาอย่างอิมพาลาหากินตามไม้พุ่ม ส่วนช้างกับยีราฟฉีกทึ้งต้นไม้ที่โตเต็มที่

ต้นอาเคเชีย

ต้นอาเคเชีย

นอกจากให้อาหารแล้ว ต้นอะเคเชียยังเป็นที่สังเกตการณ์ ที่เก็บอาหาร ที่กันแดดบังฝน ที่เกาเวลาคันและที่อยู่อาศัยด้วย เสือดาวนั่งบนคาคบสูงเพื่อจ้องจับเหยื่อ และหลังจากฆ่าเหยื่อแล้วก็เอาซากมาเก็บไว้ในง่ามไม้ที่สูงจนหมาไฮยีนาขี้ขโมยกระโจนไม่ถึง สิงโตพักใต้ร่มไม้ใบบังในตอนกลางวันเมื่ออากาศร้อน ส่วนงูลายเสือสอดส่ายตามกิ่งไม้เพื่อหารังนกกระจาบและลูกนกอันโอชะ

รังไหมของหนอนถุง ดักแด้ของผีเสื้อกลางคืนห้อยลงมาจากกิ่งไม้ ในช่วงสืบพันธุ์นั้นตัวเมียอยู่ภายในรัง แต่ตัวผู้อยู่ข้างนอก ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกมดที่อยู่ในตุ่ม (gall) เล็กๆ ตรงโคนพืชมีหนามรุมกัด มดพวกนี้ป้องกันต้นไม้จากแมลงที่กินใบไม้ได้ ยกเว้นจากผู้บุกรุก เช่นลิงเวอร์เวต ซึ่งปลิดฝักรูปโค้งแล้วกินเมล็ดข้างใน

เมื่อสัตว์ในอิมพาลาและช้าง กินเมล็ดแก่จัดเข้าไป น้ำย่อยของสัตว์จะทำให้เมล็ดอ่อนตัวพร้อมงอกเป้นต้นใหม่ต่อไป พอด้วงมูลสัตว์คุ้ยหามูลสัตว์ มันจะกลบเมล็ดไว้ ด้วยวิธีนี้เองต้นอะเคเชียต้นใหม่จึงเจริญเติบโตขึ้น

 

ส่งต่อเรื่องนี้ซิ !! เผื่อจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ของคุณ

แสดงความคิดเห็น Facebook

comments

Comments are closed.