Facebook Twitter Reset

แอ่งอิโตชา แอฟริกา

Untitled-1

ที่ราบทางเหนือของนามิเบียมีซากของทะเลสาบใหญ่ ซึ่งสาญสูญไปเพราะแล้งน้ำเมื่อหลายล้านปีมาแล้ว

ผืนแผ่นดินโล่งร้างน่ากลัวซึ่งมีเกล็ดเกลือจับอยู่ทั่วนี้ เหยียดออกสู่เส้นขอบฟ้าอันไกลลิบชาวโอวัมโบเจ้าถิ่นเรียกบริเวณนี้ว่า อิโตชา คือ “ทะเลสาบแห่งภาพลวงตา” หรือ “ที่แล้งน้ำ”

เมื่อมองจากที่สูง อิโตชาดูราวกับถูกธรรมชาติ ซึ่งอยู่ในอาการโกรธเกรี้ยวโดยไม่รู้สาเหตุ ขับไล่จิตวิญญาณของแผ่นดินไป เหลือไว้เพียงซากอันไร้ชีวิตชีวาพาดผ่านอนุทวีป

แอ่งอิโตชา

แอ่งอิโตชา

หน้าดินที่นี่ตะปุ่มตะป่ำและแตกระแหง เปิดโล่งรับพายุฝุ่นและลมบ้าหมูที่พัดหมุนข้ามผิวดินรอยเท้าของสัตว์เห็นเป็นทางไขว้กันไปมาอยู่ในแอ่ง แล้วเบนเข้าหากันในที่ไกลออกไปตามโอเอซิสที่กระจัดกระจายกันอยู่เป็นละเมาะเขียวขจีดูแปลกตา

โอเอซิสในทะเลทรายเกลือของนามิเบียเหล่านี้เป็นน้ำพุถาวรและตาน้ำที่ค้ำจุนชีวิตสัตว์ที่นี่ ซึ่งเป็นแหล่งชุมนุมสัตว์ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ในฤดูแล้งซึ่งเริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคมไปจนถึงพฤศจิกายน ฝูงวิลเดอบีสต์ ม้าลาย และแอนทิโลปจำนวนมากมาย ต้องฝ่าอันตรายจากสิงโตและสัตว์ผู้ล่าอื่นๆ เพื่อไปให้ถึงแหล่งน้ำเหล่านี้

แอ่งน้ำในอิโตชา

แอ่งน้ำในอิโตชา

แอ่งนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของลุ่มอิโตชา ซึ่งนักธรณีวิทยาเชื่อว่าเคยเป็นทะเลสาบใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีดินดอนสามเหลี่ยมโอคาวังโกในบอตสวานา รวมทั้งแอ่งและทะเลสาบขนาดเล็กอื่นๆอีกมากมายรวมอยู่ด้วย

แอ่งน้ำในอิโตชา

สัตว์นับพันมุ่งหน้าหาอาหารและน้ำอย่างไม่หยุดยั้ง โดยมีจุดหมายอยู่ที่หลุมน้ำและละเมาะพืชพรรณเขียวขจี

หลายล้านปีมาแล้ว บรรดาแม่น้ำที่ไหลลงสู่ทะเลสาบนี้ได้งวดลง เมื่อขาดน้ำหล่อเลี้ยงประกอบกับมีการระเหยและการซึมลงดินอย่างต่อเนื่อง ในที่สุดทะเลสาบก็แห้งหายไป อิโตชาที่เหลืออยู่ทุกวันนี้เป็นส่วนเล็กๆของอิโตชาในอดีตคือเป็นเพียงแอ่งเกลือสีขาวยาว 130 กม. กว้าง 50 กม. ตั้งอยู่ในใจกลางอุทยานแห่งชาติอิโตชา (etosha national park) ซึ่งเป็นเขตสงวนพันธุ์สัตว์ป่าที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของแอฟริกา ทุกๆปีลักษณะภูมิประเทศของแอ่งนี้จะแปรเปลี่ยนไปอย่างน่าทึ่ง

แอ่งอิโตชาที่แห้งเกรียม เต็มไปด้วยฝุ่น และดูหดหู่ในฤดูแล้งนั้น จะเปลี่ยนไปอย่างผิดตาเมื่อฤดูฝนเริ่มต้นในเดือนธันวาคม เมฆทะมึนรวมตัวกันอยู่ตามเส้นขอบฟ้าทางตะวันออก แล้วเคลื่อนตัวพร้อมกับอุ้มน้ำมาด้วย

ฝนตกหนักลงในทะเลสาบโอโปโนโนทางตอนเหนือจนกระทั่งน้ำเปี่ยมฝั่ง แล้วน้ำที่ชุบชีวิตนี้ก็ไหลลงไปตามแม่น้ำเอกูมาและโอชิกัมโบ สู่บริเวณอันร้อนแล้งรอบๆอิโตชา

ทะเลสาบใหญ่และเงียบสงบ

หน้าดินเกรียมส่งไอขึ้นมาในขณะที่น้ำนับล้านๆ ต้นหลั่งไหลลงไปในแอ่งจนกลายเป็นทะเลสาบที่กว้างใหญ่และเงียบสงบ น้ำในทะเลสาบชั่วคราวแห่งนี้แผ่ออกไปถึงเส้นขอบฟ้าอันไกลโพ้น

แล้วธรรมชาติก็เฉลิมฉลองวาระนี้ด้วยอุบัติการณ์พิเศษ เมล็ดหญ้านับล้านซึ่งฝังอยู่ในดินอันแห้งแล้งเป็นเวลาหลายเดือน ก็งอกงามขึ้นอย่างฉับพลัน ปกคลุมผืนดินด้วยความเขียวสะพรั่งฤดูฝนในแอ่งติโตชา

เมื่อได้กลิ่นฝน สัตว์ในแอฟริกาก็เริ่มต้นการอพยพครั้งใหญ่ ม้าลายและวิลเดอบีสต์หลายหมื่นตัวกรูเข้ามาจากถิ่นหากินในฤดูหนาวบนที่ราบอันนิทางตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อการอพยพเริ่มต้น เสียงแห่งบรรพกาลของแอฟริกาก็ดังไปทั่ว ทั้งเสียงแหลมห้วนร้องเรียกให้รวมกลุ่มของม้าลาย ผสานกับเสียงฮืดๆคล้ายเสียงคราวของวิลเดอบีสต์ และเสียงครืดคราด เสียงวี๊ดๆ เสียงร้องคึกคัก และเสียงครวญต่ำๆของแอนทิปโลปใหญ่น้อย 15 ชนิด ยีราฟเดินหัวผงกกวาดสายตาสอดส่องระวังภัยสัตว์ร้ายไปตามที่ราบใหญ่ตลอดเวลา ในขณะที่ช้างเดินอุ้ยอ้ายเป็นแถวเรียงเดี่ยวอย่างอดทน

ฝูงวิลเดอบีสต์ กำลังอพยพ

ฝูงวิลเดอบีสต์ กำลังอพยพ

สปริงบ็อก ซึ่งแอนทิโลปชนิดสีน้ำตาลขาวฝูงใหญ่ในแอฟริกาใต้ ก็เข้าร่วมการอพยพครั้งใหญ่นี้ด้วย พวกมันเป็นสัตว์ที่ขึ้นชื่อเรื่องความปราดเปรียว เมื่อเผชิญอันตราย ขั้นแรกมันจะโจนทะยานขาเกร็งแบบบัลเลต์ จากนั้นก็ควบหนีไป สปริงบ็อกสามารถโจนได้ไกลถึง 15 ม. และวิ่งได้เร็วเกือบ 90 กม./ชม.สัตว์ในแอฟริกา

สัตว์ที่ย่องตามมาและอยู่รอบๆสัตว์กินหญ้าที่อพยพเป็นแถวยาวนี้ ก็คือสิงโต หมาไฮยีนา เสือชีตาห์และหมาป่า ผู้เป็นเจ้าครองดินแดนอุดมสมบูรณ์นี้

สูงขึ้นไป นกฟลามิงโกสีชมพูมุ่งหน้าเป็นแถวไปทางแอ่งน้ำอันอุดมด้วยแร่ธาตุ โดยมีสัตว์ปีกนานาชนิดหลากสีสัน ได้แก่ ห่านอียิปต์ นกอีเสืออกแดงเข้ม นกตะขาบอกม่วงอ่อน เหยี่ยว นกอินทรี นกเขา นกหัวโต และนกจาบฝน ที่เข้าร่วมในขบวนบินอันยิ่งใหญ่นี้ด้วย

ฝูงสิงโต

ฝูงสิงโต

เจอรัลด์ แม็กเคียร์นัน พ่อค้าชาวอเมริกัน พรรณนาถึงการอพยพเช่นนี้ เมื่อปี ค.ศ. 1876 ว่าเหมือน “แอฟริกาที่ข้าพเจ้าเคยอ่านพบในหนังสือท่องเที่ยว…แม้จะปล่อยฝูงสัตว์ป่าในสวนสัตว์ทั้งโลกออกมา ก็ไม่อาจเทียบได้กับภาพที่ข้าพเจ้าเห็นในวันนั้น”

ในอดีต ชาวซาน หรือบุชแมน) ได้ล่าสัตว์อย่างเสรีบนที่ราบนี้ พวกเขาพร้อมกับชาวเฮเรโรและโอวัมโบได้ฝากชื่ออันไพเราะให้แก่บริเวณนี้ด้วย ทิวเขาเตี้ยๆ บนแนวแบ่งเขตทางใต้ของอิโตชามีชื่อว่า โอนดุนโดโซนานันดานา หมายถึง “สถานที่ซึ่งลูกสัตว์ไปแล้วไม่กลับมาอีกเลย” ที่ตั้งค่ายพักแรมสำหรับนักท่องเที่ยวแห่งหนึ่งในอุทยานแห่งชาติอิโตชาที่ชื่อ นามูโตนิ นั้น ชาวโอวัมโบหมายถึง “ที่สูงซึ่งเห็นได้จากที่ไกล” ชื่อค่ายอีกแห่งคือ โอโกกวยโจ ก็หมายถึง “ที่สำหรับผู้หญิง”

ในปี ค.ศ. 1907 แหล่งล่าสัตว์ของชาวซายได้รับการประกาศให้เป็นเขตสงวนพันธุ์สัตว์ป่า (Itsha Game Park) ครั้งหนึ่งเขตสงวนนี้เคยครอบคลุมบริเวณที่มีขนาดเกือบเท่าไอซ์แลนด์และเป็นเขตสงวนพันธุ์สัตว์ตามธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ปี ค.ศ. 1967 เขตสงวนนี้ก็ถูกลดขนาดลง เพื่อแบ่งที่ให้เป็นเขตที่อยู่ของชนเผ่าพื้นเมือง และกลายมาเป็นอุทยานแห่งชาติอิโตชาในที่สุด

ส่งต่อเรื่องนี้ซิ !! เผื่อจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ของคุณ

แสดงความคิดเห็น Facebook

comments

Comments are closed.