Facebook Twitter Reset

โอคาวังโก ดินดอนสามเหลี่ยมภายในแผ่นดินที่ใหญ่ที่สุดในโลก

Untitled-1

โอคาวังโก(Okavango) ดินดอนสามเหลี่ยมภายในแผ่นดินที่ใหญ่ที่สุดในโลกนี้ ขยายตัวและหดตัวตามกระแสน้ำท่วมที่เกิดขึ้นเป็นประจำในเดือนมีนาคม

ในพื้นที่ใจกลางอันแห้งผากของแอฟริกาตอนใต้ มีโอเอซิสขนาดใหญ่แห่งหนึ่งเกิดขึ้นปีละครั้ง และนำชีวิตชีวามาสู่ทะเลทรายโดยรอบ

สามเหลี่ยมโอคาวังโก Okavango

สามเหลี่ยมโอคาวังโก Okavango

 

สามเหลี่ยมโอคาวังโก Okavango

ที่พำนักของสรรพชีวิต สายน้ำแห่งโอคาวังโกไหลผ่านเกาะเขียวขจี ซึ่งเป็นที่อาศัยของสัตว์ขนาดเล็กในดินดอนสามเหลี่ยมนี้

ที่แห่งนี้คือดินดอนสามเหลี่ยมโอคาวังโก ที่รกร้าง มีแต่ทางน้ำ บึง เกาะ และกออ้อสีมรกตก่อรูปเป็นดินดอนสามเหลี่ยมภายในแผ่นดิน (inland delta) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

เมื่อมองจากเบื้องบน ดินดอนสามเหลี่ยมในบอตสวานาตอนเหนือนี้ดูคล้ายโครงกระดูกมือมหึมา กางนิ้วพาดผืนทรายคาลาฮารีตอนเหนือนักธรณีวิทยาเรียกลักษณะเช่นนี้ว่า “เนินตะกอนรูปพัด” หมายถึงตะกอนนับล้านๆตันที่ไหลมากับน้ำท่วมและตกจมทับถมมานานแสนนานOkavango Panhandle

“ข้อมือ” คือที่ราบน้ำท่วมถึง ยาว 80 กม. กว้าง 16 กม. เรียกกันว่า “ด้ามกระทะ” (Panhandle) ทำหน้าที่เหมือนท่อส่งน้ำกว่า 10,000 ล้านตันที่ไหลเข้าไปในดินดอนสามเหลี่ยมนี้ทุกปี

ส่วน “นิ้วมือ” คือร่องน้ำใหญ่สี่ร่องที่เหยียดไปทางใต้ กระจายเข้าสู่บริเวณผืนทรายสีเหลือง แดง แอ่งเกลือ และป่าแคระมีหนาม ที่นี่เองที่แสงตะวันอันร้อนระอุทำให้น้ำแห้งไปถึงร้อยละ 95 หลังจากไหลมาเป็นระยะทาง 260 กม. ทางน้ำพวกนี้แคบลงและเลือนหายไปในผืนทรายของคาลาฮารีในที่สุด

ชีพจรชีวิตในดินดอนสามเหลี่ยมอันพิสดารนี้เต้นตามจังหวะของแม่น้ำโอคาวังโก ซึ่งไหลขึ้นไปในเขตที่สูงแองโกลาเป็นแม่น้ำคูบังโกอันทรงพลัง

น้ำท่วมที่คืนชีวิตกลับมา

ในเดือนมีนาคม คูบังโกไหลบ่าลงมา ข้ามแก่งและน้ำตกสู่ชายแดนตอนใต้ของแองโกลา ในบริเวณนี้แม่น้ำจะเปลี่ยนชื่อเป็นโอคาวังโก ไหลเข้าไปในคาลาฮารีบนชายแดนของบอตสวานา

โอคาวังโกที่ถูกขนาบเป็นทางด้วยสันสองแห่งห่างกัน 15 กม.นี้ หลั่งไหลเข้าไปในด้ามกระทะบริเวณนี้ลาดชันน้อย แม่น้ำวกไปวนมาผ่านดงปาปิรัส แล้วเลียบตลิ่งใกล้หมู่บ้านเล็กๆที่มีบ้านหลังคามุงแฝง

ณ หมู่บ้านเซรองกา แม่น้ำนี้ปล่อยน้ำเข้าไปในร่องน้ำใหญ่ๆ อันวกเวียน ก่อตัวเป็นดินดอนสามเหลี่ยมกว้างรูปพัด ซึ่งประกอบด้วยทางน้ำที่มีปาปิรัสขึ้นอยู่สองฟาก ตลอดจนที่ลุ่มน้ำขังและเกาะทราย

ระดับน้ำที่สูงขึ้นส่งผลไปทั่วดินดอนสามเหลี่ยมเมื่อร่องน้ำวกเวียนนี้เริ่มเอ่อทันแล้วไลรินลงบนที่ราบน้ำท่วมถึงที่ล้อมรอบ ธารเหล่านี้ไหลฝ่าดงปาปิรัสและดงกกไปท่วมทุ่งหญ้าโดยรอบ อ้อมเกาะที่มีต้นปาล์มตามริมฝั่ง และไปรวมตัวกันในแอ่งสีฟ้าใสหลายแอ่ง

โอคาวังโก

โอคาวังโก

ในปีที่ฝนตกหนัก “นิ้ว” ของดินดอนสามเหลี่ยมนี้ก็เอ่อท้นท่วมคาลาฮารีเป็นเนื้อที่ 22,000 ตร.กม. แปลงสภาพแผ่นดินร้างแล้งมีแต่ทราย ให้กลายเป็นโอเอซิสที่มีน้ำระยิบระยับ

ในขณะที่น้ำไหลตัดที่ราบน้ำท่วมถึงซึ่งเต็มไปด้วยฝุ่น ก็ทำให้แอ่งน้ำนิ่งมีน้ำเต็ม และทำให้สัตว์นับพันที่เคยใช้แอ่งเหล่านี้เป็นโพรงน้ำในช่วงเดือนที่แห้งแล้งต้องกระเจิดกระเจิง

ทางน้ำและเกาะแห่งดินดอนสามเหลี่ยมโอคาวังโก บัดนี้กลายเป็นสวรรค์สำหรับพืชและสัตว์มากมายอย่างไม่น่าเชื่อ ณ ที่นี้ สัตว์หลายชนิดซึ่งปรับตัวเข้ากับชีวิตในน้ำได้แล้ว ยืนเบียดอยู่กับสัตว์ที่มาจากทะเลทรายคาลาฮารี

นกกว่า 400 ชนิดอาศัยในดินดอนสามเหลี่ยมนี้ ซึ่งเป็นที่เดียวในโลกที่นกยางโทนสเลตีมาผสมพันธุ์กัน เหยี่ยวปลาเกาะอยู่อย่างสง่าและเงียบๆบนต้นไม้สูงริมทางน้ำ รอคอยระลอกบอกเหตุบนผิวน้ำเรียบใสที่จะเรียกให้พวกมันกางเล็บโฉบลงมาตะครุบปลาชนิดใดชนิดหนึ่งจกปลากว่า 65 ชนิดที่พบในดินดอนสามเหลี่ยมนี้

ปลาเสือซึ่งฟันคมดุจมีดโกนว่ายรี่อยู่ในร่องน้ำเอื่อย ในขณะที่บนผิวน้ำนั้นใบบัวทำหน้าที่คล้ายหินก้อนใหญ่ให้เหล่านกพริกและกบกระโดดข้ามน้ำไป

บนกอปาปิรัสที่ลอยน้ำ จระเข้ตัวเล็กนอนปากอ้าอาบแดดจ้า โดยไม่ใส่ใจต่อนัยน์ตาที่โผล่ขึ้นมาดูและเสียง “ฮึ่มๆ” อย่างขาดความความอดทนของฮิปโปที่แช่น้ำอยู่ใกล้ๆ

พลบค่ำบนดินดอนสามเหลี่ยม

พลบค่ำบนดินดอนสามเหลี่ยม โอคาวังโก

ยามย่ำค่ำที่โอคาวังโกนั้น เสียงของธรรมชาติจะล่องลอยจากเกาะต่างๆข้ามสายน้ำมา มีเสียงหอนอันโหยหวนของหมาไฮยีนาผู้เปล่าเปลี่ยวเสียงคำรามในลำคอของสิงโตตัวเมีย เสียงสากแหลมยาวของแอนทิโลปซิตาตุงกา และเสียงคล้ายเสียงแมลงของนกเค้าหูยาวเล็กซึ่งกลืนไปกับเสียงแผ่วของระลอกน้ำ

ในที่ไกลออกไป กลองของชนเผ่าบาเยและพวกบุชแมนริมแม่น้ำก็รัวดังเป็นจังหวะลึกลับน่ากลัวและข่มขวัญ พวกบุชแมนซึ่งเป็นที่รู้จักกันอีกชื่อว่า บาโนกา อยู่ในดินดอนสามเหลี่ยมนี้มาหลายศตวรรษก่อนชาวบาเยจะมาถึงเมื่อปี ค.ศ. 1750 พวกบุชแมนเก่งในการล่าสัตว์โดยขุดหลุมลึก ปักไม้ปลายแหลมเป็นแนว แล้วพรางไว้ด้วยใบไม้และหญ้า

เรือเมโคโร ของชาวบาเย

เรือเมโคโร ของชาวบาเย

ส่วนชาวบาเยเป็นนักล่าสัตว์ในน้ำโดยใช้เรือขุดอันบอบบาง เรียกว่า เมโคโร (mekoro) เดิมทีพวกนี้เดินทางเข้าโอคาวังโกด้วยเรือเมโคโรโดยใช้ไม้ถ่อไปตามทางน้ำของแม่น้ำแซมเบซีและโชบี และร่องน้ำล้นเซลินดา

การล่าฮิปโป

ชาวบาเยอาศัยเรือเมโคโรออกล่าฮิปโป โดยใช้ฉมวกที่ทำขึ้นอย่างหยาบๆผูกติดกับเชือก เมื่อเคลื่อนเรืออย่างหยาบเงียบๆ เข้าไปในฝูงฮิปโป เหล่านักล่าจะใช้ฉมวกแทงฮิปโปตัวหนึ่งแล้วปล่อยให้สัตว์ที่โกรธจัดและบาดเจ็บนี้ลากเรือไปตลอดทางน้ำจนพวกเขาได้โอกาสเข้าประชิดและฆ่าด้วยหอก บ่อยครั้งที่ฮิปโปคว่ำเรือเมโคโรแล้วจู่โจมคนในเรือด้วยขากรรไกรอันร้ายกาจ

ฮิปโป

ฮิปโป

ทุกวันนี้เรือเมโคโรเป็นเหมือนแท็กซี่ของดินดอนสามเหลี่ยมนี้ และบางครอบครัวก็ชำนาญในการทำเรือนี้ เรือแต่ละลำถูกตัดถากและขุดเกลาจากไม้ต้นเดียว

อีกเผ่าแห่งดินดอนสามเหลี่ยมนี้คือชาวฮัมบูคูชู ผู้จับปลาโดยใช้สุ่มที่สานจากอ้อ พวกเขาวางสุ่มขวางกระแสน้ำ แล้วพวกผู้หญิงก็ตั้งแถวทางเหนือน้ำและเดินลุยไปยังสุ่ม พลางต้อนปลาเข้าไปในสุ่มที่วางเรียงรายใกล้กันเคยปรากฏว่าจระเข้ที่ซุ่มคอยอยู่จะคาบหญิงชาวฮัมบูคูชูที่ไม่ทันรู้ตัว แล้วลากไปยังที่กบดานซึ่งสร้างขึ้นพอให้พ้นผิวน้ำ

หญิงชาวฮัมบูคูชู

หญิงชาวฮัมบูคูชู จับปลาโดยใช้สุ่มที่สานจากอ้อ

ทุกฤดูใบไม้ผลิ น้ำในบึงจะเริ่มลดลงอย่างรวดเร็วเป็นสัญญาณสัตว์เลื้อยคลาน สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก และปลารีบอพยพจากที่ราบน้ำท่วมถึงกลับสู่ร่องน้ำที่ลึกกว่า เต่าขนาดเล็กและคางคกบางจำพวกฝังตัวลงในพื้นบึงซึ่งกำลังแห้ง เพื่อจำศีลอยู่ใต้ดินจนกระทั่งน้ำเริ่มท่วมอีกครั้งในเดือนเมษายน

สัตว์ขนาดเล็กจำนวนมากต้องถึงกาลอวสานเพราะน้ำที่นี่ระเหยไปอย่างรวดเร็ว ปลา เต่า ขนาดเล็ก และกบหลายร้อยตัวถูกทิ้งไว้ให้ดิ้นรนอยู่ในปลักที่เกือบแห้งขอด

น้ำในโอคาวังโก กำลังแห้งขอด

น้ำในโอคาวังโก กำลังแห้งขอด

ภาวะยากเข็ญในหมู่สัตว์ที่อยู่ในน้ำนี้เป็นสัญญาณเริ่มต้นการสังหารหมู่ นกยาง นกกระสา นกช้อนหอย และนกยางโทนฝูงใหญ่ๆ พากันบินมารุมกินร่างเหยื่อที่ตกคลักอยู่ ทางน้ำซึ่งบัดนี้เต็มไปด้วยสัตว์ลี้ภัยก็กลายเป็นทางที่อุดมด้วย อาหารสำหรับสัตว์น้ำที่กินเนื้อเช่นนากทั้งชนิดที่มีเล็บและไม่มีเล็บในแหลมกู๊ดโฮป

วงจรชีวิตอันพิสดารในดินดอนสามเหลี่ยมนี้ดำเนินต่อไปอย่างไม่หยุดหย่อน โดยมีแดนบริสุทธิ์ในสภาพดั้งเดิมอย่างไม่มีที่ใดเทียบได้คอยค้ำจุนไว้

ชาร์ลส์ แอนเดอร์สสัน นักสำรวจชาวสวีเดน ซึ่งเป็นชาวยุโรปคนแรกที่เห็นดินดอนสามเหลี่ยมนี้เมื่อปี ค.ศ. 1853 นั้น มองว่าบริเวณนี้เป็นสถานที่ซึ่ง “งดงามสุดที่จะพรรณนา” และคนอื่นๆอีกนับไม่ถ้วนที่เห็นต่อมา ก็ยังมองว่าที่นี่คงเป็นที่ซึ่งมีมนต์เสน่ห์แห่งหนึ่งของแอฟริกาไปอีกแสนนาน

ผู้ยิ่งใหญ่แห่งดินดอนสามเหลี่ยมโอคาวังโก

ท่าทางเกียจคร้านของฮิปโปโปเตมัสที่กำลังตากแดดอยู่ในน้ำที่ดินดอนสามเหลี่ยมโอคาวังโกอาจทำให้เราเข้าใจผิดได้ ถ้าถูกยั่วเมื่ออยู่ท่ามกลางฮิปโปตัวเมียหรือลูกฮิปโป ฮิปโปผู้ที่เดือดดาลอาจทะลึ่งขึ้นมาจากน้ำ อ้าขากรรไกรใหญ่และฟันโง้งคล้ายงาช้างที่สามารถงับคนให้ขาดเป็นสองท่อนได้

ฮิปโปโปเตมัส

ฮิปโปโปเตมัส

ชนเผ่าบาเยผู้ใช้เรือขุดเมโคโรข้ามน้ำในดินดอนสามเหลี่ยมนี้ต้องคอยระวังหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า เพราะเป็นที่รู้กันว่าฮิปโปเคยคว่ำเรือในดินดอนสามเหลี่ยมนี้หลายครั้ง

อย่างไรก็ตาม ฮิปโปเป็นตัวการสำคัญในการเปิดทางรอบๆ ร่องน้ำของดินดอนสามเหลี่ยมนี้ พวกมันย่ำทางเดินตลอดทางน้ำแคบในระหว่างออกหาอาหารยามค่ำคืน และกินหญ้าที่ขึ้นในบึงถึง 150 กก.

ฮิปโปใช้เวลาส่วนใหญ่ของวันผลุร่างบางส่วนลงใต้น้ำและโผล่แต่หัวมหึมา เมื่อฮิปโปดำน้ำนั้น มันจะปิดรูจมูกที่เป็นช่องยาวแล้วหายไปอยู่ใต้น้ำถึง 5 นาที พวกมันเคลื่อนไหวได้ง่ายด้วยนิ้วเท้าที่เป็นพังผืดในขณะที่เดินใต้น้ำไปตามทางที่มีจำกัดบนพื้นท้องน้ำ

ฮิปโปตัวเมียและลูกๆ 10 หรือ 15 ตัวอยู่ในอาณาเขตของฮิปโปตัวผู้หนึ่งตัว ซึ่งเป็นบริเวณที่มีลักษณะป้อมเรียวแบบผลแพร์ยาวถึง 8 กม.

ชิวิตและความตายในเขตสงวนโมเรมี

สัตว์ขนาดใหญ่ที่สุดภายในดินดอนสามเหลี่ยมโอคาวังโกนั้น อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโมเรมี บริเวณนี้ประกอบไปด้วยป่าต้นโมปาเน เกาะปาล์มพัดต้นสูง ต้นมะเดื่อใหญ่และต้นไส้กรอกคิเกเลีย รวมกันเป็นแดนสวรรค์สำหรับนกนานาชาติ เช่น นกตะขาบ นกกะรางหัวขวาน นกกระเต็น นกเค้า และนกหัวขวาน เป็นต้น

จระเข้คลานเนิบๆไปตามร่องน้ำของโมเรมีมันตื่นตัวตลอดเวลาเพื่อหาโอกาสจับสัตว์เป็นอาหาร ซึ่งมักเป็นลูกฮิปโปหลงฝูง ดังนั้นพวกฮิปโปที่โตแล้วจึงช่วยกันล้อมปกป้องลูกฮิปโป แต่บางครั้งจระเข้ก็ตอบโต้โดยพุ่งข้ามหลังพวกฮิปโปเข้าไปถึงตัวลูกฮิปโป

นกกระจอกเทศ

นกกระจอกเทศ ในเขตสงวนโมเรมี

ลึกเข้าไปในทุ่งหญ้าและป่าไม้แห่งโมเรมีนั้นนกกระจอกเทศจับกลุ่มอยู่ท่ามกลางช้าง ควาย และลิงบาบูน ชุมชนสัตว์ที่มหึมานี้ดึงดูดสัตว์ผู้ล่า ได้แก่ เสือดาว สิงโต เสือชีตาห์ หมาไฮยีนา และหมาล่าเนื้อเคป ซึ่งท่องไปในถิ่นทุ่งหญ้าแห่งอื่นของดินดอนสามเหลี่ยมโอคาวังโกอันกว้างใหญ่ด้วยเช่นกัน ภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโมเรมียังมีเกาะชีฟ พื้นที่หลบภัยสำหรับสัตว์ป่าแห่งหนึ่งในจำนวนไม่กี่แห่ง ซึ่งไม่อนุญาตให้คนเข้าไปอาศัยหรือพักแรม

นกกระจอกเทศ นกที่ใหญ่ที่สุดในโลก

นกกระจอกเทศซึ่งเป็นนกที่ใหญ่ที่สุดในโลกนี้ มันบินไม่ได้ แต่ขาทรงพลังทำให้วิ่งหนีสัตว์ผู้ล่าได้เร็วกว่า 64/ชม นกตัวผู้จะช่วยตัวเมียเลี้ยงลูกด้วย

ส่งต่อเรื่องนี้ซิ !! เผื่อจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ของคุณ

แสดงความคิดเห็น Facebook

comments

Comments are closed.