Facebook Twitter Reset

ไจแอนต์สคอสเวย์(giants causeway) คันถนนยักษ์เดิน ไอซ์แลนด์

Untitled-1

เมื่อธรรมชาติกลายเป็นนักคณิตศาสตร์ ชายฝั่งของไอซ์แลนด์(giant causeway) ก็ได้ก่อให้เกิดทิวทัศน์น่าอัศจรรย์ที่เกิดจากหินตัดเป็นรูปทรงสมมาตร

giant causeway

giant causeway


giant causeway

giant causeway

สิ่งมีชีวิตในธรรมชาติมักมีสมมาตร คือถ้าแบ่งครึ่งจะได้สองส่วนที่ทับกันได้สนิท เช่น ใบหน้าคน ดอกไม้ และแมลง เป็นต้น แต่ในทางธรณีวิทยามักไม่มีอะไรสมมาตร ถ้าเกิดขึ้นย่อมถือว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ ที่ไจแอนต์สคอสเวย์ (Giant’s Causeway) หรือ “คันถนนยักษ์เดิน” นี้ ธรรมชาติได้เผยให้เห็นอัจฉริยภาพทางเรขาคณิต โดยก่อเสาหินหลายเหลี่ยมนับหมื่นเสาเบียดกันแน่นคล้ายแท่งดินสอหกเหลี่ยมในหนึ่งกำมือยักษ์

giant causeway

giant causeway

ดูเผินๆ ที่นี่เหมือนเป็นส่วนหนึ่งของชายฝั่งทรงเสน่ห์ในมณฑลแอนทริมของไอซ์แลนด์ แต่ถ้ามองให้ดีอาจงุนงง เมื่อได้เห็นหัวแหลมที่มีรูปเป็นลายตารางแปลกๆ แหลมนี้ยื่นออกมาจากตีนผาสูงชัน แล้วค่อยๆ ลาดลงทะเลราวกับทางไถลขนาดใหญ่ที่ทำขึ้นหลาบๆ สำหรับคนทั้งโลก ที่นี่ดูเหมือนภูมิทัศน์ที่สร้างขึ้นโดยคอมพิวเตอร์กราฟิกเพื่อใช้ในเกมวิดีโอ ถึงกระนั้น สิ่งพิศวงทางธรณีวิทยานี้ก๊มีที่มานับย้อนไปได้ราว 60 ล้านปี

giant causeway

giant causeway

เมื่อทวีปอเมริกาเหนือและยุโรป ซึ่งเคยต่อติดกันเริ่มแยกจากกัน มหาสมุดแอตแลนติกก็บังเกิดขึ้นระหว่างทวีปทั้งสอง พื้นมหาสมุทรเกิดจากหินหนีดที่เอ่อแผ่ออกมาจากรอยแยกของสันภูเขาไฟกลางมหาสมุทร ปัจจุบันไอช์แลนด์ซึ่งมีภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่นเป็นจำนวนมาก ก็ตั้งอยู่บนรอยแยกนี้ แหล่งลาวาในไอร์แลนด์และสกอตแลนด์นั้นเกิดจากรอยแยกขณะที่ทวีปทั้งสองเคลื่อนจากกันช้าๆ

giant causeway

giant causeway

giant’s causeway เสาหินบะซอลต์ 40,000 เสา

giant causeway

giant causeway

ลาวาที่ไหลสู่มณฑลแอนทวิมก่อตัวเป็นที่ราบสูงลาวาขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรป ขณะที่แข็งตัวลาวาจะหดตัว แต่เนื่องจากเนื้อหินบะซอลต์ของลาวาบางส่วนนั้นสม่ำเสมอผิดปกติ ทำให้แรงหดตัวหดตัวนี้กระจายไปอย่างสม่ำเสมอเท่ากันทั่วทั้งพื้นผิว จึงเกิดการแตกร้าวเป็นเหลี่ยมมุมทางเรขาคณิตขึ้นด้วยกระบวนการเดียวกับเมื่อชั้นโคลนหนาในก้นบ่อแห้งกรังกลางแดด

giant causeway

giant causeway

ไจแอนต์สคอสเวย์ (giant’s causeway ) นี้ประกอบขึ้นด้วยเสาหินบะซอลต์ราว 40,000 เสา ขนาดกส้างโดยเฉลี่ย 46 ซม. และสูงตั้งแต่ 1 – 2 ม. โดยมีส่วนกว้างที่สุดประมาณ 180 ม. และยื่นยาวไปในทะเล 150 ม.

giant causeway

giant causeway

ตลอดหลายพันปีที่ผ่านมา แรงกัดเซาะของธารน้ำแข็งในยุคน้ำแข็งและแรงซัดสาดของมหาสมุทรแอตแลนติก ทำให้ไจแอนต์สคอสเวย์มีรูปทรงดังที่เราเห็นทุกวันนี้ อันที่จริงเสาหินบะซอลต์แต่ละเสานั้นประกอบด้วยท่อนหินเล็กๆ สูงราว 36 ซม. ตั้งเชื่อมต่อกันเป็นจำนวนมาก เมื่อคลื่นซัดจะเกิดแรงเค้นครั้งแล้วครั้งเล่าเฉือนเอาเสาส่วนที่โผล่พ้นน้ำให้ขาดอออกไปตามแนวรอยต่อระหว่างท่อนหิน ไจแอนต์สคอสเวย์จึงมีสภาพเป็นขั้นบันไดด้วยเหตุนี้

giant causeway

giant causeway

ไจแอนต์สคอสเวย์(giant’s causeway)คือ กลุ่มเสาหินบะซอลต์ที่มีชื่อที่สุดในแถบแนวชายฝั่งนี้ แต่ก็ยังมีเสาหินแบบนี้อีกหลายแห่งบริเวณหน้าผาสูงชันด้านหลังไจแอนต์สคอสเวย์และอ่าวใกล้เคียง มีการตั้งชื่อเสาหินเหล่านี้ไปตามรูปลักษณ์ต่างๆ กันเช่น “ออร์แกน” เป็นกลุ่มเสาสูงที่ตรึงอยู่กับหน้าผาสูงชันของอ่าวพอร์ตโนฟฟาร์ที่อยู่ถัดไป “อัฒจันทร์” เป็นอ่าวที่มีกลุ่มเสาหินประหลาดล้อมรอบ นอกจากนี้ยังมีหินรูปโดดเด่นอื่นๆ เช่น “ฝาหม้อยักษ์” “เก้าอี้อธิษฐาน” “พระราชากับเหล่าขุนนาง” และ “โลงศพ” เป็นต้น

giant causeway

giant causeway

แรงงานแห่งรักของยักษ์

บนเกาสตาฟฟา ซึ่งตั้งอยู่นอกชายฝั่งตะวันตกของสกอตแลนด์ไปทางเหนือประมาณ 120 กม. ก็มีเสาหินบะซอลต์ลักษณะคล้ายกันนี้ด้วยโดยเฉพาะในถ้ำพิงกัลป์ ภาพของไจแอนต์สคอสเวย์ที่เห็นจึงชวนให้รู้สึกว่าเป็นเส้นทางที่ทอดยาวใต้ทะเลเชื่อมเกาไอช์แลนด์กับสตาฟฟา และเป็นที่มาของตำนาน “คันถนนยักษ์เดิน” นี้

giant causeway

giant causeway

ยักษ์ที่นี้คือวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ในตำนานพื้นบ้านไอริช ชื่อว่า ฟินน์ แม็กคูล (หรีอเฟียน แม็กคัมเฮล) หัวหน้าเหล่านักรบที่เรียกว่าเฟียนนา เรื่องราวเกี่ยวกับฟินน์ แม็กคูล นั้นเล่ากันอย่างสนุกสนามถึงความเจริญอาหารของเขา ความกล้าหายไม่กลัวใคร และความเก่งกาจในการล่าสัตว์ ในบรรดาเรื่องเล่าและคำอธิบายต่างๆ ว่าทำไปฟินน์ แม็กคูล จึงสร้างคันถนนยักษ์เดินข้ามทะเลนี้ขึ้น มีเรื่องหนึ่งเล่ากันว่าเขายอมทุ่มเทอุทิศตนอย่างใหญ่หลวง ตอกเสาต้นแล้วต้นเล่าลงไปในทะเลเพื่อสร้างทางเดินให้แก่หญิงคนรักในขณะนั้น ซึ่งเป็นยักษิณีที่อาศัยอยู่บนเกาะสตาฟฟา เพื่อให้หญิงคนรักเดินทางมาเยี่ยมเขาในไอร์แลนด์ได้ โดยที่เท้าไม่เปียกน้ำ

giant causeway

giant causeway

สมบัติจากเรือกีโรนา (Girona)

เมื่อนักเขียนนวนิยายชื่อ วิลเลียม เมกพีช แธกเดอเรย์ ไปเยือนไจแอนต์สคอสเวย์ในปี 1842 มีผู้บอกเขาว่าเรือที่อับปางจากกองเรือรบอาร์มาดาของสเปนได้จมอยู่นอกอ่าวที่เรียกว่าพอร์ตนาสปานีอาท์ เขาเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเพียง “ตำนานเสี้ยวหนึ่ง” ซึ่งไม่มีค่าควรใส่ใจ แต่ในปี 1967 ตำนานนี้ก็กลายเป็นจริง เมื่อโรแบร์สเตนุย นักโบราณคดีทางทะเลชาวเบลเยียมค้นพบเครื่องใช้และสมบัติจำนวนมากกระจายอยู่ตามพื้นทะเลบของเหล่านี้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเรือชื่อกีโรนา ซึ่งเป็นเรือลำใหญ่ที่สุดของกองเรืออาร์มาดา ได้มาจมที่นี่เมื่อปี 1588

เรือกีโรนา (Girona)

เรือกีโรนา (Girona)

เมื่อออกจากสเปนเพื่อไปรุกรานอังกฤษในปี 1588 กองเรืออาร์มาดามีเรือ 131 ลำ บรรทุกคน 30,000 คน หลังจากถูกกองทัพเรืออังกฤษทำลายจนเสียหาย กองเรืออาร์มาดาก็กลับบ้าน โดยใช้เส้นทางเสี่ยงภัยรอบ ภาคเหนือของสกอตแลนด์ ซึ่งต้องฝ่าสภาพอากาศอันเลวร้าย จึงเหลือเรือที่รอดกลับถึงสเปนเพียงครึ่งเดียว เรือประมาณ 20 ลำ ได้อับปางนอกชายฝั่งไอร์แลนด์

จี้ทับทิม

จี้ทับทิม หนึ่งในมหาสมบัติของเรือกีโรนา คือจี้ทองฝังทับทิมทำเป็นรูปกิ้งก่าซาลามานเดอร์

เรือกีโรนาเดินทางสมบุกสมบันยิ่ง เมื่อเข้าใกล้ไจแอนต์สคอสเวย์ มีคนบนเรือ 1,300 คน (ทั้งที่เรือออกแบบให้บรรทุกได้ 550 คน) รวมถึงลูกเรือจากเรือที่อับปาง 2 ลำ วันที่ 26 ตุลาคม ปี 1588 เรือกีโรนาชนหินโสโครกใกล้ไจแอนต์สคอสเวย์จมลง มีผู้รอดชีวิตเพียง 5 คน

เหรียญโบราณ

เหรียญโบราณทองรูปเศียรพระเจ้าชาร์ลที่ 5 อาณาจักรโรมันันศักดิ์สิทธิ์ รวมอยู่ในบรรดาเหรียญและกระดุมที่คณะนักโบราณคดีค้นพบเมื่อปี 1968 ด้วย

สมบัติส่วนมากของเรือที่อับปางตกอยู่ในมือของ “ซอร์ลีย์ บอย” แม็กคอนเนลล์ ผู้ยึดปราสาทดันลูช (ถัดไปทางตะวันตก 6 กม.) ได้จากชาวอังกฤษเมื่อสี่ปีก่อนหน้านั้น สมบัติที่เหลือจมอยู่ก้นทะเลเป็นเวลาเกือบ 400 ปี จนจกระทั่งคณะของสเตนุยได้งมขึ้นมาเมื่อปี 1968 และ 1969 ในตอนนั้นไม่มีซากเรือเหลืออยู่แล้ว แต่เครื่องใช้ที่หลงเหลืออยู่ทำให้เรารู้ถึงภาพชีวิตบนเรืองของกองเรืออาร์มาดา ในปัจจุบันสมบัติเหล่านี้อยู่ที่พิพิธภัณฑ์อัลสเตอรืในเบลฟาสต์

ส่งต่อเรื่องนี้ซิ !! เผื่อจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ของคุณ

แสดงความคิดเห็น Facebook

comments

Comments are closed.