Facebook Twitter Reset

สถานที่ท่องเที่ยวไอซ์แลนด์ ผาชันแห่งโมเฮอร์ Cliffs of Moher

Untitled-1

องครักษ์ผู้ปราศจากอารมณ์ความรู้สึก เฝ้าพิทักษ์ชายฝั่งตะวันตกของไอซ์แลนด์ จากการโจมตีอย่างรุนแรงไร้ความปรานีของมหาสมุทรแอตแลนติก

แผ่นที่ Cliffs of Moher

Cliffs of Moher

 

Cliffs of Moher

Cliffs of Moher

แม้พื้นที่ส่วนใหญ่ของไอซ์แลนด์จะเป็นทุ่งกับเนินเขาเขียวชอุ่มและทะเลสาบตื้นๆ กับลำธาร แต่ธรรมชาติก็บันดาลสิ่งประหลาดน่าทึ่งไว้ที่นั่นบ้างที่นี่บ้าง อาจเพื่อเตือนให้เราลำนึกถึงพลังอันน่ายำเกรงของธรรมชาติก็ได้ หน้าผาโมเฮอร์(Cliffs of Moher)เป็นหนึ่งในทิวทัศน์โดดเด่นที่สุดแบบหนึ่ง ซึ่งธรรมชาติสร้างขึ้นให้ดูขัดกับภูมิประเทศอันนุ่มนวลของไอซ์แลนด์ หน้าผาทะมึนปรากฏขึ้นรางๆ จากมหาสมุทรแอตแลนติกคล้ายหีบเพลงชักที่ทำด้วยหินสูงชันหยักไปมาตามชายฝั่งในมณฑลแคลร์เป็นระยะทาง 8 กม.

Cliffs of Moher

Cliffs of Moher

ผาโมเฮอร์(Cliffs of Moher) ดูไม่ละมุนตาเลยสักนิด ไม่มีอ่าวทรายที่เชิงผา มีแต่หน้าผาตั้งชันสูงจากทะเล 200 ม. และแม้ว่ามหาสมุทรจะซัดคลื่นลมใส่เชิงผา แต่ผาเหล่านี้ดูเหมือนทนทานต่อการโจมตีต่อไปได้อีกแสนนาน

Cliffs of Moher

Cliffs of Moher

มหาสมุทรแอตแลนติกตรงจุดนี้น่าขวัญหนีดีฝ่ออย่างแท้จริง คลื่นหัวแตกลูกใหม่โถมทับคลื่นลูกเก่าที่สะท้อนกลับ แล้วกระแทกใส่หน้าผาจนปั่นป่วนเป็นระบอกสีน้ำเงินและเทาเข้ม คนหรือสัตว์ที่กล้าเข้าใกล้ขอบหน้าผาจะเปียกโชกด้วยละอองน้ำเต็มที่ลมตะวันตกซักกระเซ็นขึ้นมาตลอดเวลา เว้นแต่เมื่อคลื่นลมสงบเท่านั้น

Cliffs of Moher

Cliffs of Moher

ผาโมเฮอร์(Cliffs of Moher) เงียบสงบในสายลม

Cliffs of Moher

Cliffs of Moher

การยืนบนยอดผาเป็นประสบการณ์น่าขนลุกอย่างหนึ่ง เสียงคลื่นกระแทกโครมครามในท้องน้ำปั่นป่วนเบื้องล่างนั้นแทบตังสู้เสียงลมครวญไม่ได้ นกนางนวลที่บินวนอยู่เบื้องล่างของหน้าผาก็ดูไร้เสียง ต่อเมื่อพวกมันบินทะยานขึ้นมาในเวลาที่มีลมกรรโชกเท่านั้น เราจึงจะได้ยินเสียงร้องแหลมของพวกมัน

Cliffs of Moher

Cliffs of Moher

ถึงแม้ในวันที่มีพายุ ที่นี่จะไม่น่าอยู่ที่สุดในหมู่เกาะอังกฤษ แต่ก็ไม่มีที่ไหนน่าตื่นตาตื่นใจยิ่งไปกว่าที่น่า ที่เชิงผา ชองฟองคลื่นหนาสีกาแฟซัดเศษหินขึ้นสูง เมฆฝนเบื้องบนที่ทาบสีดำครึ้มหม่นลงบนหน้าผาและผืนทะเลสีเทาหม่นแต้มขาว ทำให้เกิดภาพรวมสีเอกรงค์อันเย็นชานี้ขึ้น

Cliffs of Moher

Cliffs of Moher

แม้ดูเหมือนหน้าผาเหล่านี้จะอยู่ยงคงกระพัน แต่หน้าผาก็กำลังแตกเป็นชิ้นช้าๆ มีดินหินร่วงลงทะเลเป็นครั้งคราว ลมและฝนร่วมกันกัดเซาะ ฝนนั้นชะดินบนยอดหน้าผา ส่วนลมก็พัดพาเกลือมากัดกินผิวหน้าของหิน หน้าผานี้มีกำเนิดในทะเลโดยฐานหินปูน (โครงกระดูกนับไม่ถ้วนของสัตว์ทะเลตัวเล็กๆ) ก่อตัวขึ้นกว่า 300 ล้านปีก่อน แล้วทะเลก็ซัดพาหินทรายและหินดินดานสีต่างๆ ลงไปทับถมเป็นชั้นๆ นานนับศตวรรษ แล้วในที่สุดการเลื่อนตัวของทวีปก็ดันผาชันนี้ขึ้นมาเหนือผิวน้ำ

ผาชันแห่งโมเฮอร์ Cliffs of Moher

ผาชันแห่งโมเฮอร์ Cliffs of Moher

เป็นรูปเป็นร่างโดยเทพเจ้า

ลองใช้จินตนาการเล็กน้อยในการนึกภาพเทพเจ้าไอริชโบราณผู้มีบทบาทในการก่อรูปร่างหน้าผาเหล่านี้ เจมส์ พลังเคตต์ นักเขียนชาวดับลิน เขียนไว้ในหนังสือชื่อ The Gems She Wore ว่า “ถ้าลมฟ้าอากาศมัวซัว หน้าผาพวกนี้ดู… คล้ายฝันร้ายของเทพเจ้าสติวิปลาสสักองค์หนึ่ง แต่ถ้าลมฟ้าอากาศปลอดโปร่ง โดยเฉพาะตอนตะวันตกดินนั้น หน้าผาพวกนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของตำนานเทพเจ้าและยมโลก” แต่ความสง่างามของหน้าผาเพียงอย่างเดียวไม่ได้บันดาลใจนักเขียน ยังมีสิ่งบ่งชี้หลายสิ่งว่ายุคหนึ่งวีรบุรุษไอริชโบราณต้องเคยย่างกรายบนยอดหน้าผานี้ ไม่ว่าจะมีจริงหรือเป็นเพียงตำนานก็ตาม ตัวอย่างเช่น ชื่อโอเฮอร์มาจากป้อมโมตแฮร์โบราณบนหัวแหลมผาชัน ป้อมนี้สร้างขึ้นโดยพวกที่ไปตั้งถิ่นฐานบนหัวแหลมนี้ที่แฮกส์เฮดก่อนศาสนาคริสต์เข้าสู่ไอซ์แลนด์ น่าเสียดายที่มีการรือซากปรับหักพังของป้อมระหว่างสงครามนโปเลียน เพื่อสร้างหอคอยส่งสัญญาณ

ผาชันแห่งโมเฮอร์ Cliffs of Moher

ผาชันแห่งโมเฮอร์ Cliffs of Moher

เล่ากันว่า หน้าผาส่วนที่อยู่ใกล้กันนี้มีรูปร่างคล้ายผู้หญิงนั่งมองทะเล คนถิ่นนี้ถือว่านางเป็นแม่มดแก่ชื่อมัล ซึ่งบัดนี้กลายเป็นหิน แต่ครั้งหนึ่งมัลเคยไล่ตามวีระบุรุษของพวกอัลชสเตอร์ชื่อคูชเลนน์ไปตามลูปเฮด ซึ่งอยู่ถัดลงไปทางชายฝั่ง เล่ากันว่า นางกะก้าวกระโดดพลาดเลยตกไปในทะเล และจมน้ำตายตรงบริเวณนี้ หน้าผาตอนเหนือสุดเรียกกันว่าออยล์นาเขียร์รา หรือ “ผาลูกม้าตัวผู้” ลูกม้าในที่นี้ดูเหมือนเกิดจากนางฟ้า แต่ด้วยเหตุผลบางอย่างที่ไม่มีการบันทึกไว้ ลูกม้าได้โจนจากหน้าผงตรงจุดนี้อีกเช่นกัน

ผาชันแห่งโมเฮอร์ Cliffs of Moher

ผาชันแห่งโมเฮอร์ Cliffs of Moher

ทุกวันนี้ ผู้มาเยือนสามารถเข้าใกล้หน้าผาแห่งโมเฮอร์จากปลายด้านเหนือหรือใต้ก็ได้ และเดินได้สบายๆ ภายในวันเดียวไปตามเส้นทางบนหน้าผา ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ถัดจากขอบหน้าผาเข้าไปพอควร ผืนหญ้าเกรียนที่ขึ้นบนพื้นหินดินดานสีเข้มทำให้เดินเหินได้สะดวก

ผาชันแห่งโมเฮอร์ Cliffs of Moher

ผาชันแห่งโมเฮอร์ Cliffs of Moher

จากแฮกล์เฮดในตอนใต้ที่สูง 120 ม. แนวผาค่อยๆ สูงขึ้นจนถึงจุดสูงสุดที่อยู่ทางด้านเหนือ โดยมีหอคอย โอไบรอันเป็นจุดเด่นเห็นได้ง่าย ถัดไปทางเหนือตามหน้าผา มีชั้นหินชั้นบันไดที่เหมาะเฉพาะแพะป่า ซึ่งกล้าลงไปเดินตามทางเล็กๆ นี้เป็นบางโอกาส จากนั้นแผ่นดินก็ลาดลงสู่อ่าวที่เป็นอ่าวทราย ณ หมู่บ้านประมงดูลิน

ผาชันแห่งโมเฮอร์ Cliffs of Moher

ผาชันแห่งโมเฮอร์ Cliffs of Moher

ถ้าต้องการชมภาพที่สวยงามที่สุด ต้องเข้าไปชมจากปลายด้านเหนือ ซึ่งมีช่องทางเก่าแก่ตามแนวที่เรียงด้วยหินปูนเป็นแผ่นๆ ทอดไปสู่หอคอยโอไบรอัน เซอร์คอร์เนเลียส โอไบรอัน นักการเมืองเจ้าของที่ดินในถิ่นนี้ได้สร้างหอคอยนี้ขึ้นเมื่อปี 1835 เพื่อเป็นจุดสังเกตการณ์และเรือนน้ำชา โดยเปิดให้นักท่องเที่ยวในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ได้พักดื่มเครื่องดื่มให้สอดชื่นได้ที่โต๊ะกลมในหอคอยหลังจากออกแรงปีนป่าย และมีนักเป่าปี่สกอตต์คอยให้ความบันเทิง

ผาชันแห่งโมเฮอร์ Cliffs of Moher

ผาชันแห่งโมเฮอร์ Cliffs of Moher

เราเข้าใจได้ไม่ยากว่าเหตุใดโอไบรอันจึงเลือกสร้างหอคอยตรงจุดนี้ ทั้งนี้ก็เพราะทิวทัศน์ที่นี่ไม่มีที่ใดเสมอเหมือน ทางตอนเหนือนั้น หินมนใหญ่ขนาดเท่าคนที่กระจายอยู่บนพื้นหาดหินเบื้องล่างดูมีขนาดเล้กเพียงก้อนกรวด ถัดจากแถบสีแดงของหน้าผาทางเหนือสุดไปเป็นยอดเขาแหลมที่เรียกว่าทเวลฟ์พินส์แห่งคอนเนมารา เห็นอยู่ลิบๆ สุดทางใต้มีประภาคารโดดเดี่ยวตั้งอยู่ที่ลูปเฮด ประภาคารนี้เป็นเครื่องหมายแสดงถึงส่วนปลายด้านตะวันตกของมณฑลแคลร์ ฉากหลังของประภาคารคือเทือกเขาเคอร์รีเห็นเป็นทิวตะคุ่มๆ

ผาชันแห่งโมเฮอร์ Cliffs of Moher

ผาชันแห่งโมเฮอร์ Cliffs of Moher

ก่อนจะกล่าวถึงทิวทัศน์ทางทิศตะวันตก ให้ลองมองลงไปยังเกาะหินโด่งอันขรุขระเบื้องล่างหอคอยเสียก่อน เกาะนี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของหน้าผา แต่บัดนี้สึกหรอไปหลังจากลมฟ้าอากาศกัดกร่อนมานานแสนนานจนเหลือเพียงหินชะลูดนี้ ที่จริงหินนี้สูงถึง 60 ม. แต่เมื่อมองจากจุดชมทิวทัศน์บนยอดหน้าผากลับดูเตี้ยไปถนัดตา ถ้ามองจากกล้องสองตาที่มีบริการอยู่บนหอคอยเล้งไปยังหน้าผาใกล้ๆ นั้น จะเห็นเส้นสีขาวสูงขึ้นไปครึ่งทาง เส้นนั้นไม่ใช่ชั้นหินที่มีซากดึกดำบรรพ์ดังที่เราอาจคิดไว้ แต่คือทิวแถวของนกทะเลที่กล้ามาทำรังพักพิงบนชั้นหินขั้นบันไดที่แคบเสียจนแทบไม่ควรได้ชื่อว่าชั้นหิน นกเหล่านี้คือนกคิตทิเวก นกกิลลิมอต และนกเรเชอร์บิล ส่วนนกกาสีดำและนกชัพที่บินฉวัดเฉียนแคล่วคล่องเป็นพิเศษนั้นแยกออกจากหินสีคล้ำได้ยากยิ่ง

ผาชันแห่งโมเฮอร์ Cliffs of Moher

ผาชันแห่งโมเฮอร์ Cliffs of Moher

ท้ายที่สุด ขอให้กวดสายตาดูมหาสมุทรแอตแลนติกอันโอฬาร ที่แผ่กว้างไปจรดเส้นขอบฟ้าไกลโพ้น ในมหาสมุทรมีเพียงหมู่เกาะอารันโผล่ขึ้นมาราวกับหนอกหลังของปลาวาฬสามตัวขวางเกลียวคลื่นที่ทยอยไล่เป็นระลอก ไม่มีที่สิ้นสุด ในวันที่อากาศปลอดโปร่ง หินสีเทาเงินบนหมู่เกาะจะสะท้อนแสงระยับอยู่กลางแดด แต่เมื่อมีพายุจัด หินเหล่านี้จะดูดำถมึงทึงราวกับว่าจู่ๆ มันก็ตัดสินใจข้ามช่องแคบเชาธ์ชาวนด์ที่ขวางอยู่มาขึ้นฝั่งปิดล้อมแผ่นดินใหญ่ แต่ก็ไม่มีอะไรต้องหวั่นหวาด เพราะมีหน้าผาแห่งโมเฮอร์ยืนผงาดเป็นป้อมปราการพิทักษ์ชายฝั่งให้อยู่แล้ว

ผาชันแห่งโมเฮอร์ Cliffs of Moher

ผาชันแห่งโมเฮอร์ Cliffs of Moher

พืดหินปูนสีเทา

หินเป็นสิ่งที่เด่นที่สุดในสถานที่อันเดียวดายทางตะวันออกเฉียงเหนือของหน้าผาแห่งโอเฮอร์ สถานที่นี้มีชื่อว่าเบอร์เรน กินพื้นที่ขนาด 260 ตร.กม. มีขั้นบันไดหินปูนใหญ่ที่ทบกันเป็นขั้นๆ ถึงยอดเขาหินดินดานชื่อ สลีฟเอลวาซึ่งสูง 345 ม. ขั้นบันไดนี้เป็นภูมิทัศน์ที่มีอายุน้อยที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป เพราะน้ำแข็งได้เซาะขั้นบันไดนี้จนมีรูปทรงบิดเบี้ยวเมื่อราว 15,000 ปีก่อนนี้เอง

the burren

ขั้นบันไดเบอร์เรน หินนมใหญ่ขนาดมหึมาที่ถูกทิ้งไว้ในระหว่างยุคน้ำแข็งครั้งสุดท้าย มีลักษณะผิดแปลกจากพื้นหินปูนที่ถูกสลักเสลา

จากระยะไกล เบอร์เรนดูสมกับคำพรรณนานาซึ่งว่ากันว่าเขียนโดยเอ็ดมันต์ ลัดโลว์ นายพลคนหนึ่งลองโอลิเวอร์ ครอมเวลล์ “…ไม่มีน้ำพอที่จะทำให้ใครจมน้ำตาย ไม่มีต้นไม้ให้ใครแขวนคอ ทั้งยังไม่มีดอนพอที่จะฝังศพใคร” แต่ที่นี้มีทุ่งหญ้าและป่าสน บนขั้นบันไดหินก็มีพุ่มไม้เฮเซลและจูนิเปอร์หยั่งรากอยู่ที่นั่นนิดที่นี่หน่อย

และภายในพืดหินสีเทานี้ รอยแยกที่ลึกยาวและแคบเลื้อยก่ายไปมาก็ช่วยค้ำชูต้นไม้นับพันชนิดที่หยั่งรากยึดดินหย่อมเล็กๆ ไว้ได้อย่างน่าอัศจรรย์ พืชพวกนี้แปลงขั้นบันไดให้เป็นสวรรค์สำหรับคนรักต้นไม้ เพราะภูมิอากาศที่ชื้นและไม่รุนแรง ประกอบกับที่กำบังเป็นหิน ก่อให้เกิดสภาพพิเศษที่ทำให้พืชแถบเมดิเตอร์เรเนียนและภูเขาแอลป์งอกงามเคียงกันได้ ในต้นฤดูร้อนนั้น ผิวหน้าของหินมีชีวิตชีวาด้วยสีสันราวอัญมณีจากต้นไม้ต่างๆ เช่น เครนสบิลสีแดงก่ำ เอเวนภูเขา และเจนเชียนฤดูใบไม้ผลิ

น้ำฝนไม่ได้ไหลบ่าท่วมผิวหิน แต่ซึมลงผ่านรอยแยกที่ลึกยาวและแคบนี้ และกัดกร่อนหินจนเกิดโพรงและถ้าขึ้น บางครั้งน้ำก็เอ่อเป็นทะเลสาบแค่ช่วงสั้นๆ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องโพรงลึกได้สำรวจอุโมงค์ที่ทอดคดเคี้ยวลึกลงไปในพื้นลาดของยอดเขาสลีฟเอลวานับกิโลเมตร ถ้ำที่เปิดให้คนทั่วไปเข้าได้แห่งหนึ่งชื่ออัลวี มีทางเดินยาว 1,000 ม. ทอดเข้าสู่ถ้ำขนาดใหญ่ที่มีหินงอกและหินย้อยจำนวนมาก

ซากของหลุมฝังศพที่ทำด้วยหิน โบสถ์ และปราสาท ยืนยันว่ามีผู้อาศัยอยู่ในสวนหินประหลาดเหล่านี้มานานหลายพันปีแล้ว นักวิทยาศาสตร์บางคนคิดว่า การที่หินผานี้เปลือยเปล่าเป็นผลจากการกัดกร่อนที่เกิดจากการตัดไม้ทำลายป่าในสมัยก่อนประวัติศาสตร์

 

ส่งต่อเรื่องนี้ซิ !! เผื่อจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ของคุณ

แสดงความคิดเห็น Facebook

comments

Comments are closed.