Facebook Twitter Reset

ชีวิตของค้างคาวกินผลไม้แห่งแอฟริกา

Untitled-1

ค้างคาวกินผลไม้ช่วยรักษาป่าฝนของแอฟริกาให้อยู่ในสภาพสมบรูณ์

ลืมภาพขบวนอพยพของพวกวิลเดอร์บีสไปได้เลย เจ้าของตำแหน่งการอพยพที่ยิงใหญ่ที่สุดในบรรดาสัตว์ เลี้ยงลูกด้วยนมแอฟริกาจริงๆ คือ ค้างคาวผลไม้ต่างหาก ทุกเดือนตุลาคมค้างคาวนับ 5-10 ล้านตัวจะเดินทางมารวบกันที่อุทยานแห่งชาติกาซานกา ในประเทศแซมเบีย ต้นไม้ที่นี่ในช่วงเวลานี้กำลังออกผลอุดมสมบรูณ์มาก

และบรรดานักกินผลไม้ติดปีกก็จะช่วยกันแพร่เมล็ดพันธุ์ของต้นไม้ไปทั่ว ส่งผลให้ป่าที่ถูกทำลายสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น สอง เดือนให้หลังเมื่องานเลี้ยงเลิกรา เหล่าค้างคาวก็จะพากันบินแยกย้ายกลับสู่ขอบฟ้าเพื่อ ค้นหาแหล่งหากินอื่นๆ ต่อไป และความสงบเงียบก็จะกลับคืบสู่กาซานกาอีกครั้ง

ค้างคาว

สยายปีก ด้วยปีกที่แผ่กว้างถึง 80 ซม. ค้างคาวผลไม้สามารถเดินทางได้ไกลถึง 370 กม.
ภายใน 24 ชั่วโมง และเป็นนักแพร่กระจายเมล็ดตัวยง

ห้วงยามสนธยาจากบ่ายแก่คล้ายเข้าสู่ยามเย็น บรรยากาศอึมครึมน่าสะพรึงของป่าพรุดังระงมไป ด้วยเสียงอึกทึกเสียดหู ฟังคล้ายกองทัพตุ๊กตายางของเล่นนับพันหมื่นถูกบีบให้ส่งเสียงแหลมพร้อม ๆ กัน โคโลนีของพวกค้างคาวกำลังเริ่มตื่นตัว พวกมันเริ่มเบียดเสียดผลักไสกันไปมาบนกิ่งไม้ที่เกาะกันอยู่อย่างแน่นขนัดบ้างยืดปีกกระพือพึ่บพั่บ ค้างคาวผลไม้สีฟางข้าวจำนวน หลายล้านตัวกำลังเตรียมพร้อมจะผละจากรังนอนบน ต้นไม้ของอุทยานแห่งชาติกาซานกา หลายตัวอุ่นเครื่องด้วยการโผร่อนกระพือปีกเสียงดังวนไปวนมารอบๆ ก่อนจะย้อนกลับลงมาเกาะที่กิ่งอีกครั้ง

แต่หลังจากผ่านไป ไม่นานค้างคาวก็เริ่มที่จะเอาจริง เสียงยิ่งดังเพิ่มขึ้น ท้องฟ้าเริ่มคึกคัก ณ ช่วงเวลานี้จะมี ค้างคาวกว่า 100,000 ตัว ทยอยบินออก จากป่าพรุทุกๆ หนึ่งนาทีและอีกเพียง 20 นาทีให้หลังฝูงลำดับท้ายๆ ก็จะหายวับ เข้าไปในความมืดของป่าเขตร้อนยาม รัตติกาล เพื่อหาผลไม้กิน

ค้างคาวกินผลไม้

ในกาซานกามีค้างคาวกินผลไม้มาก จนนักชีววิทยาไม่สามารถนับจำนวนได้ อย่างถี่ถ้วน แต่ก็สามารถประมาณได้ว่า น่าจะอยู่ที่ราวๆ 5-10 ล้านตัว ภายในเวลา 24 ชั่วโมง ค้างคาวแต่ละตัวสามารถกินผลไม้ได้มาก เป็นสองเท่าของน้ำหนัก ตัวเอง เพราะฉะนั้นเมื่อประเมินทั้งระบบจึงน่าจะมีการกินผลไม้รวมกว่า 1,000 ตันต่อวันในทางนิเวศวิทยาค้างคาวมันมีบทบาทสำคัญยิ่งในฐานะสัตว์ ผู้ช่วย แพร่กระจาย เมล็ดพันธุ์ของ ต้นไม้จำนวนนับไม่ถ้วน ไปทั่วอาณาบริเวณอันกว้างใหญ่อย่างมีประสิทธิภาพ

พันธุ์ไม้

พันธมิตรของมวลหมาไม้ นกมีหูหนูมีปีก
ช่วยกระจายเมล็ดของทั้งไม้พุ่มและไม้ใหญ่ด้วยการกินผลไม้

ทุกๆ ปีค้างคาวกินผลไม้จากทั่วทุกภาคของ แอฟริกาจะเริ่มทยอยเดินทางมาถึงอุทยานในราววันที่ 20 ตุลาคม จากนั้นอีกสามสัปดาห์จึงมากันครบหมด และในช่วงปีใหม่พวกมันก็จะค่อยทยอยบินมาจากกาซานกาไปอีกครั้ง จังหวะเวลาของการอพยพในช่วงดังกล่าวถือว่าสมเหตุสมผลเพราะช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคมป่ารอบๆ กาซานกาจะอุดมไปด้วยผลไม้ กระนั้นก็ตามนั้นชีววิทยายังไม่รู้แน่ชัดว่าสัตว์มากมายเหล่านี้ไปไหนกันต่อหลังงานเลี้ยงครั้งใหญ่ของค้างคาวจบลง

กระทั่งเมื่อเร็วๆ นี้เอง เทคโนโลยีเครื่องรับ-ส่งสัญญาณดาวเทียมได้พัฒนาให้มีขนาดเล็กและเบาเพียงพอ จนสามารถติดตั้งบนตัวค้างคาวเพื่อติดตามเส้นทางการอพยพของค้างคาวได้ ทว่าเทคโนโลยีใหม่ก็ยังประสบปัญหา เพราะค้างคาวมักหลบซ่อนใต้ร่มเงาของป่าฝนในช่วงกลางวัน ทำให้เครื่องรับส่งสัญญาณ ซึ่งอาศัยพลังจากแสงอาทิตย์ ไม่สามารถดูดเก็บพลังงานได้เพียงพอ ปัญหาข้อนี้ส่งผล ให้นักชีววิทยาตามเก็บข้อมูลได้เพียงไม่ถึง 5 เดือน และปัจจุบันนักชีววิทยาก็ยังคงต้องอดทนรอจนกว่าเครื่องรับส่ง สัญญาณแบบใช้แบตเตอรี่ธรรมดาจะมีราคาถูกพอให้ สามารถจัดซื้อมาใช้ในงานนี้ได้

อย่างไรก็ตามการศึกษา ช่วงเริ่มต้นซึ่งอาศัยข้อมูลจากค้างคาวสี่ตัวที่ติดเครื่องรับส่งสัญญาณ สำเร็จ ก็ได้เปิดเผยให้รู้ว่า หลังจากกาซานกาค้างคาวได้บินต่อเข้าไปในประเทศคองโก ดินแดนเพื่อนบ้าน อันกว้างใหญ่ที่อยู่ถัดขึ้นไปทางเหนือ และที่น่าทึ่ง คือ ค้างคาว ตัวหนึ่งเดินทางไกลถึงกว่า 2,500 กม. ในระยะเวลาเพียง 149 วัน ด้วยสมรรถภาพในการเดินทางได้ไกลและเร็ว เช่นนี้จึงอาจสันนิษฐานว่ากองคาราวานติดปีกน่าจะสามารถอพยพไปอยู่ตามพื้นที่ ต่างๆ ที่อุดมสมบูรณ์ ด้วยผลไม้ได้ ตลอดทั่งปี

ขณะเดียวกันบรรดาไม้ผลก็จะได้รับบริการอย่างดีโดยค้างคาว ซึ่งช่วยกระจายเมล็ดของค้างคาว ไปทั่วบริเวณกว้างไกล การแพร่กระจายเมล็ดอย่างมีประสิทธิภาพเป็นเรื่องจำเป็นยิ่งสำหรับพันธุ์ไม้ สำคัญทางเศรษฐกิจหลายชนิด รวมทั้งสำหรับการเติบโตทดแทนของ ป่าไม้ที่ถูกทำลายไปด้วย

ฝูงค้างคาว

อย่างไรก็ดีจ้าวเวหาตัวฉกาจบางครั้งก็อาจก่อ ให้เกิดปัญหาได้เช่นกัน ความรู้เดิมบ่งบอกว่าค้างคาวลายพันธุ์นี้ สามารถเป็นพาหะของไวรัส อย่างมาร์เบิร์กและอีโบล่าได้ ซึ่งเชื้อทั้งสองนี้ล้วนก่อให้เกิดโรคไข้เลือดออกอย่างร้ายแรงในมนุษย์ การติดตามทางดาวเทียมพบว่า ค้างคาวผลไม้จำนวนมหาศาลที่มารุมกินโต๊ะที่ กาซานกามีเส้นทางอพยพ

ซึ่งเฉียดเข้าใกล้พื้นที่ ที่เคยมีรายงานตรวจพบแอนติบอดี้ของเชื้ออิโบล่าในค้างคาวชนิดอื่นๆ อย่างน่าเป็นห่วง (การพบแอนติบอดี้หมายความว่าค้างคาว เหล่านั้นเคยเป็นพาหะของเชื้อมาก่อน) ทั้งนี้พวกมันจึงอาจมีโอกาสเสี่ยงที่จะกลายเป็นพาหะ บินกระจาย โรคข้ามพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว

เวลานอนของค้างคาว

กระนั้นก็ตามถ้าไม่นับเรื่องโรคค้างคาวผลไม้ ก็ถือว่าเป็นสัตว์ที่มีท่วงท่าสง่างามเปรียบดั่ง นักระบำบัลเลต์ขณะที่มันขยันปีกขึ้นลงและโบยบิน อยู่เหนือผืนป่าเขตร้อน ทว่าเมื่อไรที่มันเหลือบ ไปเห็นต้นไม้ซึ่งออกลูกเต็มต้นความสง่างามทั้งหลายเหล่านั้นก็จะมลายหายไป ทันทีด้วยความกระหายสุดขั้ว มันมักจะพุ่งตรงเข้าใส่ยอดไม้เต็มแรงแล้วคว้ากิ่งด้วยขาหลัง โดยไม่ คิดที่จะชะลอหรือคิดเรื่องการลงจอดอย่าง สวยงามเลยแม้แต่นิดเดียว และหลังจากกินอิ่ม แล้วเหล่าฮีโร่จ้าวเวหาทั้งหลายก็จะหวนกลับสู่ ป่าพรุแห่งกาซานกาในช่วงเช้าตรู่ของวันใหม่ เพื่อพักผ่อนเอาแรงอย่างเต็มที่ก่อนจะออกเดินทางมุ่งหาแหล่งผลไม้อื่นๆ ในดินแดนแอฟริกา ต่อไปเมื่อช่วงปลายปีมาถึง

น้อยนักที่สัตว์เลี้ยง ลูกด้วยนมจะบินได้

ค้างคาวซึ่งรวมถึงค้างคาวกินผลไม้ เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเพียงกลุ่มเดียว ที่สามารถบินได้อย่างแท้จริง อย่างไรก็ตามยังมีสัตว์กลุ่มอื่นอีกบางกลุ่มซึ่ง ได้เรียนรู้วิธีการร่อนระหว่างต้นไม้ อย่างเช่นกระรอกบิน ซึ่งร่อนได้ 90 เมตร ด้วยพังผืดระหว่างขาหน้าและขาหลังหางฟู ยช่วยรักษาสมดุลขณะร่อนและชะลอความ เร็วขณะลงจับต้นไม้เป้าหมาย

กระนั้น ก็ตามพวกที่ออกแรง กระพือปีกบินเองได้อย่างไร ประสิทธิภาพก็ยังคงมีแต่กลุ่มของ ค้างคาว ในบรรดาสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 5,500 ชนิด จัดเป็นค้างคาวเสีย 1,100 ชนิด และที่มีขนาดใหญ่ที่สุดได้แก่ ค้างคาวแม่ไก่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีช่วงปีกกว้างถึง 1.8 เมตร

ค้างคาวขนาดเล็กกินแมลงและสัตว์เล็กเป็นอาหาร แต่ค้างคาวกินผลไม้ของ กาซานกาเป็นพวกมังสวิรัติและยังชีพ ด้วยผลไม้กับดอกไม้เท่านั้น นอกจากนี้ บรรดาค้างคาวผลไม้ตัวเบิ้มๆ เหล่านี้ยัง ต่างจากญาติต้อเล็กของมันตรงที่ไม่ สามารถใช้ระบบเสียงสะท้อนได้และ อาศัยวิธีนำร่องด้วยประสาทการรับ กลิ่นกับการมองเห็นเท่านั้น

เนื้อหาจาก SCIENCE

ส่งต่อเรื่องนี้ซิ !! เผื่อจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ของคุณ

แสดงความคิดเห็น Facebook

comments

Comments are closed.